วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

แก้วตาหวานใจ ตอนทีี่ 1 วันที่ 3 ก.พ. 58

อ่านละคร แก้วตาหวานใจ ตอนทีี่ 1 วันที่ 3 ก.พ. 58

วันนี้ เป็นวันแข่งกีฬาสีระหว่างสีชมพูกับสีฟ้าของโรงเรียนอนุบาล ที่เด็กหญิงอลิน วโรดม หรือมดตะนอย วัย 6 ขวบ ผู้เป็นแก้วตาหวานใจของลุงช้าง อนิล วโรดมวัย 28 ปี กับลุงเสือหรือ อนล วโรดมวัย 30 ปี

มดตะนอยเป็นกองเชียร์สีฟ้า ลุงช้างใส่เสื้อสีฟ้าสะพายเป้คิตตี้สีชมพูมาเชียร์มดตะนอย โดยยืนเต้นอยู่ข้างๆ บรรดาแม่ๆที่เป็นผู้ปกครอง ลุงช้างเป็นผู้ชายคนเดียวในกลุ่มผู้ปกครองแต่เต้นจริงจัง เต้นแรงขึ้น...แรงขึ้น ลุ้นให้ มดตะนอยแรงตาม


แม่สองคนที่มาเชียร์ลูก เห็นลุงช้างเต้นก็กระซิบ กระซาบกันว่า “ผู้ชายสมัยนี้เต้นแร้ง...แรงเนอะ”

“ผู้ชายที่ไหนกั๊น ฉันเคยเห็นเขามาส่งลูกสาวกับผู้ชายอีกคน คงอยากมีลูกกัน เลยรับเด็กมาเลี้ยง” อีกคนตอบทำตาปะหลับปะเหลือก พลันก็ตกใจร้องอุ๊ยตายเมื่อเห็นลุงเสือใส่เสื้อสีฟ้าเดินมา คนแรกถามว่าคนนี้หรือ? พอรู้ว่าใช่ก็บ่น...

“โอ๊ย...ตายๆๆ หล่อทั้งคู่เลยอ่ะ โลกนี้อยู่ยากแล้ว ดีนะเนี่ย ฉันแต่งงานแล้ว ไม่งั้นจะเสียดายยิ่งกว่านี้อีก”

ลุงเสือสะพายกระเป๋ากล้องและถือถุงอาหาร เดินเข้ามาหยุดมองการเต้นของลุงช้างกับมดตะนอยอย่างชื่นชมแกมขำ แล้วเดินเข้าไปกระซิบถามลุงช้างว่าไม่อายเขารึไงช้าง พอลุงช้างหันมองก็ทักดีใจว่านึกว่าจะไม่มา ใส่เสื้อตามสีที่ตนบอกด้วยแล้วยื่นปอมๆสีฟ้าให้อันหนึ่งชวนลุงเสือเต้นด้วย กัน

“เฮ้ย...ไม่เอา” ลุงเสือส่ายหน้าดิก “พี่ว่าพี่ทำอย่างอื่นแทนดีกว่า รับรองเด็ดไม่แพ้แก”

“อย่างอื่น” ที่ลุงเสือว่าเด็ดคือการถ่ายรูปให้มดตะนอย

แข่งกีฬาเสร็จ กองเชียร์เบรก มดตะนอยนั่งเป็นไข่ในหินอยู่กับลุงช้างและลุงเสือ ลุงทั้งสองต่างเอาอาหารออกมาอวด ลุงช้างบอกว่าทำของว่างมาให้ทาน ลุงเสืออวดว่าซื้อขนมจากร้านโปรดของมดตะนอยมาฝาก แล้วต่างก็หยิบออกมาอวดแข่งกัน มดตะนอยมองอาหารอุทานตื่นเต้น “โอ้โห...น่ากินทั้งนั้นเลยค่ะ”

“มดตะนอยเอาอะไรดีคะ” สองลุงถามพร้อมกัน พอมดตะนอยบอกว่าอยากกินแซนด์วิชของลุงช้าง ลุงช้างยิ้มหน้าบานบอกว่าของทำเองย่อมอร่อยกว่าของซื้อ ลุง เสือเลยแกล้งทำเป็นน้อยใจบอกว่างั้นของลุงเสือเอาไปแจกคนอื่นนะ

“ลุงเสือไม่ต้องเสียใจค่ะ เดี๋ยวมดตะนอยจะกินเค้ก คุกกี้ เยลลี่ด้วย มดตะนอยหิวมาก กินได้ทุกอย่างเลย” หนูน้อยปะเหลาะ แล้วเริ่มกินอย่างเร็ว

สองลุงช่วยกันป้อน ลุงเสือป้อนขนม ลุงช้างถือน้ำเตรียมพร้อม พอขนมเข้าปากปุ๊บก็ป้อนน้ำปั๊บ จนมดตะนอยสำลักทั้งขนมและน้ำ สองลุงเลยดูแลกันวุ่นวาย เช็ดน้ำเช็ดเหงื่อเสียจนหน้าที่ลุงช้างลุกมาแต่งให้ตั้งแต่ตีสี่เลอะหมด

มดตะนอยจุกจนปวดท้อง ลุงเสือบอกให้หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกช้าๆ ส่วนลุงช้างก็รีบกดจุดให้หลานสาวประคบประหงมกันวุ่นวาย

เสียงครูประกาศเชิญนักกีฬาและกองเชียร์ทุกคนไปรวมกันที่สนามเพื่อทำพิธีมอบ รางวัล แต่มดตะนอยยังไม่หายจุกลุกไปไม่ไหว จนครูประกาศรางวัลกองเชียร์ดีเด่นได้แก่สีฟ้า เชิญขึ้นไปรับรางวัล ที่สำคัญครูประกาศว่า

“เรายังมีรางวัลพิเศษให้กับเชียร์ลีดเดอร์ที่เต้นสุดใจอีกด้วยนะคะ รางวัลเชียร์ลีดเดอร์เต้นสุดใจได้แก่ ...เด็กหญิงอลิน วโรดม น้องมดตะนอยของเรานี่เอง!”

“เย้!!” ลุงเสือกับลุงช้างจับมือมดตะนอยคนละข้างชูขึ้น มดตะนอยยิ้มซีดๆ ดีใจแต่ลุกขึ้น เมื่อครูประกาศซ้ำให้มดตะนอยไปรับรางวัล แต่มดตะนอยยังลุกไม่ไหว ลุงช้างตัดสินใจอุ้มมดตะนอยขี่คอวิ่งไปที่สนามอย่างเท่

พอครูประกาศอีกครั้ง ลุงช้างก็ควบปุเลงๆ เข้าไปอย่างเร็วบอกว่า “มาแล้วครับ...มดตะนอยมาแล้วครับ...”

“คนเก่งมาแล้ว งั้นเชิญคุณครูใหญ่มอบเหรียญและถ้วยรางวัลเชียร์ลีดเดอร์เต้นสุดใจให้กับเด็กหญิง อลิน วโรดมค่ะ”

ลุงช้างอุ้มมดตะนอยไปรับเหรียญหน้าบานทั้งลุงและหลาน ส่วนลุงเสือก็ตั้งกล้องเตรียมถ่ายไว้พร้อมแล้ว พอรับถ้วยเสร็จลุงเสือก็บอกให้มดตะนอยยิ้มให้กล้อง มดตะนอยยิ้มท่าน่ารัก ให้ลุงเสือถ่ายไว้หลายรูป เสร็จแล้วก็ถ่ายเซลฟี่กันสามคน ชูถ้วย จูบถ้วยกันอย่างมีความสุขมาก

ooooooo

ที่อู่รถดาวเรือง อันเป็นอู่ของนายแม่ดาวเรืองวัยใกล้ 60 นับแต่สามีตายนายแม่ก็เข้ารับผิดชอบดูแลธุรกิจรถประจำทางสายอีสานแต่เพียง ผู้เดียว

นายแม่มีลูกชายคือมุรธา อัศวเรืองฤทธิ์หรือหมึก วัย 27 ปี เป็นผู้จัดการอู่รถ และมีหวันยิหวา อัศวเรืองฤทธิ์ หรือไข่หวานลูกสาวคนเล็กที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์เครื่องกล จากสหรัฐอเมริกากลับมาช่วยงาน รถทุกคันของบริษัทมีรูปนายแม่สวมพวงมาลัยดอกดาวเรืองปริ๊นต์แปะไว้อย่าง สะดุดตา

ที่ถนนทางเข้าอู่รถดาวเรือง รถทัวร์คันหนึ่งตะบึงมาจนฝุ่นตลบ คนขับคือไข่หวานนั่นเอง เธอขับฉวัดเฉวียนจนพิชิตคนสนิทของนายแม่ที่ยืนจดรายการอยู่ถูกรถเหวี่ยงจน เวียนหัว ไข่หวานขับรถไปก็เงี่ยหูฟังสังเกตอาการของรถไป

“จดตามนะ เบรกไม่ดี ชาร์ปละลาย จานจ่ายต้องเปลี่ยน หัวเทียนบอด ไฟฟ้าช็อต น็อตเก่า เพลางอ หม้อน้ำรั่ว นี่รถทัวร์หรือเศษเหล็กวิ่งได้คะ ที่ไข่หวานพูดมาเนี่ยเคยเช็กบ้างไหม” พิชิตบอกว่าเคยแต่นานแล้ว ไข่หวานถามเหน็บว่า “ชาติที่แล้วหรือชาตินี้” พิชิตได้แต่หัวเราะแหะๆ แห้งๆ

ooooooo

วันนี้ ที่ลานหน้าอู่รถ นายแม่ตำส้มตำโคราชเลี้ยงลูกน้อง โดยมีเพ็ญกับมะลิขนาบข้างเป็นลูกมือและพวกคนขับรถที่มารายล้อมก็ร้องเชียร์ กันอึงคะนึง นายแม่สั่งมะลิกับเพ็ญเติมพริกเติมปูเติมปลาร้า แล้วตักให้หมึกชิม

หมึกชิมแล้วบอกว่าแซ่บอีหลี ยอนายแม่ว่า นอกจากจะเป็นเทพแห่งรถทัวร์แล้ว ยังเป็นเทพแห่งส้มตำด้วย ทำเอานายแม่ยิ้มหน้าบาน บอกให้มะลิตักแจก เหลียวมองถามว่า “แล้วนี่ไอ้ไข่หวานมันหายไปไหน”

นายแม่ถามไม่ทันขาดคำ รถทัวร์ที่ไข่หวานขับก็ตะลึงลุยเข้ามา พวกคนขับถือจานส้มตำหลบกันกระเจิง แต่นายแม่ไม่หลบเพราะเชื่อว่าไม่มีใครกล้าชน พอรถจอด พิชิตเดินลงมาเซๆ ไข่หวานตามลงมา ถูกนายแม่ คว้าสากเขวี้ยงใส่ ไข่หวานรู้ทันหลบแว้บ สากเลยปลิวไปถูกพิชิตอย่างจัง

“ว้าย...ไข่หวานขอโทษค่ะน้าชิต” ว่าแล้วยกมือไหว้กราดไปรอบตัว “ไข่หวานขอโทษค่ะ นายแม่ อึ้มเพ็ญ น้ามะลิด้วยค่ะ ที่ทำให้ตกใจ”

นายแม่บ่นว่าผิดหวังมาก ที่สอนมาตลอดให้ปลอดภัยไว้ก่อน ขับรถอย่างนี้ก็ชนกันพินาศพอดี

“นายแม่...ใจเย็นๆ ฝีมือระดับไข่หวานขับไม่พลาดหรอก ไข่หวานแค่จำลองสถานการณ์จริงให้นายแม่รู้ไว้” แล้วลดเสียงลงกระซิบ “ว่าพอลับหลังนายแม่เนี่ยพวกคนขับรถเขาก็ซิ่งกันแบบนี้แหละ”

“ดี! ดีมาก!! ถ้าอย่างนั้น ฉันจะได้หมดห่วง แกจะต้องรับภารกิจนี้แทนฉัน” แล้วนายแม่ก็พาไข่หวานขึ้นไปยืนบน แคร่เคาะกะละมังเรียกความสนใจแล้วประกาศ “เอ้าๆๆทุกคนฟัง จากนี้ไป ไข่หวานลูกสาวคนเล็กของฉัน จะมาเป็นผู้คุมรถทัวร์ดาวเรืองอย่างเต็มตัว” แล้วหันดึงหมึกขึ้นมาอีกคน “ส่วนนายหมึกลูกชายคนโตก็จะคุมฝ่ายบัญชี ขอให้ทุกคนเชื่อฟังลูกๆของฉัน เหมือนที่เชื่อฟังฉันด้วย เข้าใจตรงกันนะ”

ทุกคนรวมทั้งหมึกตอบรับทราบพร้อมกัน แต่ไข่หวานโวยว่า “เฮ้ย!นายแม่เล่นงี้เลยเหรอ!!”

ooooooo

ที่หน้าห้องทำงานของนายแม่มีป้าย “ประธานกรรมการดาวเรือง” นายแม่กำลังง่วนกับงานบนโต๊ะ ไข่หวานก็เข้าไปถามเสียงอ้อน

“มัมขา...มัมยุ่งอยู่ป่าวววว”

นายแม่บอกว่ายุ่งอยู่ แต่ไข่หวานไม่สนใจอ้อนถามว่า ถ้าอยู่ดีๆ มีคนออกตังค์ให้ตนไปดูงานบริษัทรถที่เมืองนอกนายแม่ว่าดีไหม คำตอบคือ “ดี” ไข่หวานถามต่อว่าแล้วถ้าเขา ให้ตังค์อีกล้านนึงล่ะ ดีไหม นายแม่ตอบทันทีว่า “ก็ยิ่งดี”

ไข่หวานบอกว่าแต่เราต้องไปอยู่กับเขาสองสามเดือนใช้เวลาดูกันเรียนรู้กัน แล้วค่อยตัดสินใจอะไรแบบเนี้ย นายแม่มองขวับถามทันทีว่า “นี่แกจะไปเป็นเมียน้อยใคร”

“ไม่ช่าย...คือ ไข่หวานขออนุญาตไปประกวดแบรนด์ แอมบาสเดอร์ค่ะ” นายแม่ฟังไม่ชัด ไข่หวานอธิบายว่า “ไข่หวานอยากจะไปประกวดเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของบริษัทรถยนต์ค่ะ ถ้าชนะก็จะมีหน้าที่คอยให้ข้อมูลโปรโมตรถยนต์รุ่นต่างๆของบริษัทเขา”

อ่านละคร แก้วตาหวานใจ ตอนทีี่ 1 วันที่ 3 ก.พ. 58

ละครเรื่อง แก้วตาหวานใจ บทประพันธ์โดย ดวงตะวัน
แก้วตาหวานใจ บทโทรทัศน์โดย ศิริรัตน์ สุขสามัคคี / จิรมน เณวิกาน / สร้างสรรค์ สันติมณีรัตน์
ละครเรื่อง แก้วตาหวานใจ กำกับการแสดงโดย ชุดาภา จันทเขตต์
ละครเรื่อง แก้วตาหวานใจ ผลิตโดย บ. เวฟ ทีวี จำกัด โดยผู้จัด : ปิยวดี มาลีนนท์
ละครเรื่อง แก้วตาหวานใจ ออกอากาศ ทุกวันศุกร์-เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ละครเรื่อง แก้วตาหวานใจ เริ่มออกอากาศตอนแรก ในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 58
ที่มา ไทยรัฐ

แก้วตาหวานใจ

อ่านละครย่อเรื่อง แก้วตาหวานใจ

หวันยิหวา หรือ ไข่หวานสาวสวยที่เดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาเพื่อประกวดเป็นซูเปอร์โมเดลของสถาบันการเงิน ซึ่งการเข้ากรุงเทพฯ ของเธอในครั้งนี้ ยังมีวัตถุประสงค์แอบแฝงคือการตามหาตัวผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเคยควงกับพี่ชาย ของเธอสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่ก็เลิกรากันไป และพี่ชายของเธอได้มารู้ทีหลังว่าผู้หญิงคนนั้นตั้งครรภ์ เขาจึงคิดว่าเป็นลูกของเขา จึงได้วานให้ไข่หวานช่วยตามหาเธอด้วย จากนั้นไข่หวานก็บังเอิญได้มาพักอาศัยอยู่ในบ้านของลุงช้างซึ่งอยู่กับ เด็กหญิงมดตะนอย ผู้เป็นหลานสาว ซึ่งก็คือลูกของผู้หญิงที่เธอตามหานั่นเอง และการที่ไข่หวานกล้ามาอยู่กับลุงช้าง ก็เพราะเพื่อนสาวของเธอการันตีว่าปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ว่าลุงช้างเป็นเกย์ เนื่องจากเขายังไม่มีแฟนและเก่งการบ้านการเรือนเหลือเกิน

เรื่องราวความสนุกเกิดขึ้น เมื่อชายหนุ่มที่เป็น “กุลสตรี” กับ หญิงสาว “มาดแมน” บังเอิญมาร่วมชายคาเดียวกัน โดยเหตุผลหลักของการโคจรมาพบกันของทั้งคู่ก็คือ เด็กหญิง “มดตะนอย” ตัวน้อยๆที่จะกัดหัวใจของเขาและเธอให้แสบๆคันๆกันเลยทีเดียว



ในงานแข่งขันกีฬาสีของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังกระหึ่มของกองเชียร์สีฟ้า หนูน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มห้าคนตั้งหน้าตั้งตาเต้นนำเชียร์อย่างสุดกำลัง และในท่ามกลางหมู่กองเชียร์แม่ๆป้าๆ มีชายหนุ่มแปลกปลอมสองคนแต่งตัวด้วยชุดสีฟ้ายืนโดดเด่นสะดุดตาอยู่ พวกเขาคือ อนลและอนิล วโรดม สองหนุ่มที่มาให้กำลังใจ “เด็กหญิงมดตะนอย” หลานสาวคนเดียวที่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในเชียร์ลีดเดอร์ อนล หรือ ลุงเสือ พี่ชายสวมแว่นตาดำปกปิดหน้าตา แต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตกางเกงสแล็กส์ ค่อนข้างระวังพฤติกรรมของตน ต่างกับ อนิล หรือ ลุงช้าง ผู้เป็นน้องชายที่แต่งตัวด้วยเสื้อยืดและกางเกงยีนส์ สะพายกระเป๋าเป้สีชมพูแปร๋น คอยตะโกนร้องเพลงเชียร์ให้กำลังใจมดตะนอยเสียงดัง ทุกครั้งที่พักเบรกลุงช้างก็จะเข้าไปซับหน้า ซับเหงื่อ ป้อนขนมหลานสาวสุดสวาทคนนี้ทันที สร้างความฉงนปนสนใจแก่คนที่พบเห็น จนเอาไปซุบซิบกันว่า คุณพ่อของมดตะนอยควงแฟนหนุ่มมาดูแลลูกสาว!?! ทั้งนี้ก็เพราะไม่มีใครเคยเห็นแม่ของมดตะนอยเลย ...แม้แต่ตัวเด็กหญิงมดตะนอยเอง...

เมื่อ “หวันยิหวา” หรือ “ไข่หวาน” ลูกสาวคนเล็กหัวแก้วหัวแหวนของ “นายแม่ดาวเรือง” เจ้าของกิจการเดินรถทัวร์สายอีสาน ตัดสินใจลงสมัครประกวดซุปเปอร์โมเดลที่บริษัทนำเข้ารถหรูแห่งหนึ่งจัดขึ้น ตามแรงยุของเพื่อนรัก “นิกกี้” ลูกสาวเศรษฐีครอบครัวใหญ่สุดมั่น ผู้รักอิสระและสนุกกับการทำงานในบริษัทนี้ นิกกี้จึงอยากดันเพื่อนเข้ามาทำงานด้วยกันไข่หวานฟังดูแล้วก็สนใจเพราะเธอ ชอบด้านเครื่องยนต์อยู่แล้ว และหวังว่าหากเธอชนะการประกวด จะได้เงินรางวัล และมีโอกาสไปดูงานที่โรงงานผลิตรถยนต์ต่างประเทศที่เธอใฝ่ฝัน

ไข่หวานทะเลาะกับนายแม่อย่างแรงเรื่องที่จะขอไปประกวดซุปเปอร์โมเดล เพราะนายแม่ดูถูกว่าอุตส่าห์เรียนจบมาสูงๆจะไปประกวด “พริตตี้รถยนต์” ทำไม ไข่หวานอธิบายอย่างไรนายแม่ก็ไม่เข้าใจซักที ว่าหากชนะการประกวดนั้นเธอจะได้เป็น Brand Ambassador ที่ใช้ทั้งสมองและหน้าตาสวยงามในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจรถยนต์ นายแม่ดาวเรืองประกาศก้องไม่ยอมให้ไข่หวานไปประกวดเด็ดขาด หากไปจะตัดเบี้ยเลี้ยงทั้งหมด แต่ไข่หวานก็ดื้อมาก อยากเอาชนะนายแม่ อีกทั้งยังมีอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่เธอต้องไปกรุงเทพคือ เธอได้รับภารกิจโลกแตกจากพี่ชาย “พี่หมึก” หรือ “มุรธา” ที่บังเอิญพบว่าตัวเองอาจจะมีลูกกับผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อหกปีที่แล้ว!!! แสดงว่าเธอก็อาจจะมีหลาน หลานที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาหรือรู้ว่ามีตัวตนอยู่ในโลกนี้ พระเจ้า...งานเข้าไอ้ไข่หวานอย่างจัง! ความลับนี้จะบอกให้นายแม่รู้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะนายแม่ขึ้นชื่อเรื่องหวงห่วงลูกชายสุดพลัง และก็หมายมั่นปั้นมือวางแผนให้ หมึก แต่งงานกับ อณิมา หรือ หนูเล็ก ลูกสาวของ อธิป ครองจินดา(วโรดม) เพื่อนของเธอด้วย

ไข่หวานกลุ้มใจมาก เพราะเธอต้องไปกรุงเทพจริงๆแต่ไม่มีเงินเลย หมึกเอาเงินเก็บส่วนตัวช่วยสมทบทุนน้องสาวส่วนหนึ่ง แต่หากไข่หวานต้องอยู่กรุงเทพนานไม่มีกำหนดเพื่อตามหาหลาน เงินจำนวนนั้นคงไม่มากพอจ่ายค่าที่พักตลอดไปแน่ๆ หนูเล็กซึ่งสนิทกับไข่หวานเช่นกันจึงเสนอให้ไข่หวานให้ไปพักกับญาติของเธอ โดยรับประกันความปลอดภัย 100% เพราะลุงช้างมีบ้านอยู่ชานเมือง อยู่กับหลานสาวเพียงหนึ่งคน และเขาใจดีมากๆๆๆๆ จากคำอธิบายของหนูเล็กทำให้ไข่หวานเห็นภาพคุณลุงแก่ๆ วัยห้าสิบที่มีรอยยิ้มแสนใจดีทันที

ลุงช้างของเด็กหญิงมดตะนอย เป็นนักเขียนบทโทรทัศน์ซึ่งเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทำงานที่บ้าน บ้านซึ่งมีเพียงเขาและหลานสาววัยหกขวบอาศัยอยู่ โดยมีท่านเลขาฯรัฐมนตรี “ดร.อนล วโรดม” หรือ “ลุงเสือ” พี่ชายคนโตของอนิลมาเยี่ยมเยียนอยู่สม่ำเสมอหากเขาไม่ต้องเดินทางไปราชการ ที่ต่างประเทศ นอกจากนี้อนลและอนิลยังมีน้องสาวสุดรักสุดหวงอีกหนึ่งคนคือ กวาง “อนุช วโรดม”

ในอดีต กวางเติบโตมาดุจไข่ในหิน พ่อแม่รักและดูแลดั่งแก้วตา แต่เมื่อเธอเติบโตเป็นวัยรุ่น พ่อก็เลิกกับแม่ กวางรักพ่อมากจึงเข้าใจว่าพ่อทิ้งเธอไป พ่อไม่รักเธอแล้ว กอปรกับกวางเริ่มมีความรักครั้งแรกกับหมึก ทำให้เธอออกห่างจากครอบครัว ติดแฟนมากจนพลาดพลั้งตั้งท้องในวัยเรียน กวางชวนหมึกแต่งงานทั้งๆที่หมึกยังไม่พร้อมและยังไม่รู้ว่ากวางท้อง หมึกจึงปฏิเสธเธอไป กวางเสียใจมาก หลังจากเธอให้กำเนิดเด็กหญิงมดตะนอยแล้ว เธอก็บินไปอาศัยอยู่กับมารดาที่อเมริกา และไม่กลับมาเหลียวแลลูกสาวที่ทำให้ชีวิตวัยสาวของเธอพังยับลงในปีที่สามของ การเรียนมหาวิทยาลัยอีกเลย กวางไม่แม้แต่จะบอกครอบครัวของเธอว่าพ่อของเด็กคือใคร เธอเลือกที่จะหนีความจริงและบาดแผลอันปวดร้าวไปพร้อมกับการทิ้งภาระให้กับ พี่ชายคนรองเลี้ยงดูลูกสาวของเธอเพียงลำพัง

แขกประจำอีกคนของลุงช้างก็คือ ไฮโซสาวที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่วงการเพราะความอยากดัง “ภารวี เกียรติธำรง” หรือ “คุณอาพาราวี” ที่หนูน้อยมดตะนอยเรียกขาน ภารวีเป็นอดีตรุ่นน้องและเพื่อนบ้านเก่าของลุงช้าง เธอแอบชอบลุงช้างตั้งแต่สมัย ม.ปลาย ก่อนที่เธอจะไปเรียนต่อต่างประเทศ และลุงช้างก็ย้ายบ้านไปอยู่ชานเมือง ไฮโซสาวมักจะหาเรื่องแวะเวียนมาทำคะแนนกับลุงช้างเสมอๆ โดยเฉพาะหลังจากได้ข่าวว่าลุงช้างมีญาติสาวมาพักด้วย

ไข่หวานแทบช็อกเมื่อพบว่า “ลุงช้าง” ญาติของหนูเล็กที่ฝากฝังให้มาพักด้วยนั้นไม่ใช่ “คุณลุงแก่ๆ วัยห้าสิบ” ดังภาพที่เธอจินตนาการไว้ แต่ลุงช้างกลับกลายเป็นหนุ่มหล่อ เข้ม ที่สำคัญแววตาคมกริบ วิบวับ ที่มองหล่อนก็ทำให้ใจมันหวั่นๆหวิวๆ ลุงช้างเองก็ตกใจไม่ต่างกันเมื่อพบหน้า “คุณยายไข่หวาน” ที่ตนเองจินตนาการถึงยายแก่ตกยากหอบหิ้วสังขารเข้าเมืองกรุงมาเพื่อตามหาลูก หลาน แต่ผู้หญิงตรงหน้าเขากลับกลายเป็นหญิงสาวสวยสะพรั่ง มั่นใจในตัวเอง ทะมัดทะแมง แถมยังเก่งเรื่องเครื่องยนต์กลไกอีกด้วย บางครั้งเวลาลุงช้างเขียนบทไม่ทันก็ได้ไข่หวานนี่แหละช่วยเลี้ยงมดตะนอย ลุงช้างปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการมีไข่หวานอยู่ในบ้านนั้นเป็นความรู้สึกที่ชุ่ม ชื่นหัวใจ...อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน อีกทั้ง มดตะนอยตัวน้อยก็ดูท่าว่าจะติดอาไข่หวานแจ แถมยังชอบสาธยายความสามารถพิเศษพิสดารของเขาให้เธอได้รับรู้อยู่เสมอๆ เช่น “ถ้าอาไข่หวานนอนไม่หลับให้ลุงช้างเกาหลังให้ก็ได้นะคะ ลุงช้างเกาหลังเก่งมากเลยค่ะ” หรือ “ลุงช้างเต้นควีโยมีเก่งที่สุดเลยค่ะอาไข่หวาน” และที่เด็ดสุดคือ “ลุงช้างแต่งเป็นเดอะลิตเติลเมอร์เมดซ้วยสวยค่ะอาไข่หวาน” โธ่เอ้ยยายมดตะนอย แล้วอย่างนี้อาไข่หวานจะคิดว่าลุงช้างเป็นคนอย่างไรกันล่ะเนี่ย!

ภารกิจโลกแตกที่พี่หมึกฝากฝังไข่หวานเริ่มต้นด้วยการตามหาตัว “อนุช วโรดม” หญิงสาวที่พี่ชายของเธอคิดว่ามีอาจลูกด้วยกันตามคำบอกเล่าของ “จามร” เพื่อนสนิทของมุรธา ตามรูปและที่อยู่ที่เจ้าตัวให้มา แต่ไข่หวานก็คว้าน้ำเหลวเมื่อพบว่าเจ้าของบ้านได้ย้ายบ้านไปนานหลายปีแล้ว ความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้เธอรู้สึกท้อ มีลุงช้างนี่แหละที่คอยให้กำลังใจ แถมยังทำกับข้าวอร่อยๆให้เธอฟื้นกำลังขึ้นมาตามหาพวกเขาอีกครั้ง ลุงช้างไม่เคยถามว่าเธอตามหาใคร ส่วนเธอเองก็ยังไม่พร้อมที่จะเล่าปมอันแสนเจ็บปวดของครอบครัวให้ใครฟัง ทั้งสองต่างรู้สึกอบอุ่นที่ได้อยู่ใกล้ชิดกัน...แม้ไม่ต้องพูดจา...

ในที่สุดไข่หวานก็ได้พบกับเบาะแสสำคัญที่อาจทำให้เธอได้พบพี่สะใภ้กับหลาน ที่ตามหาอยู่ “สริดา รุจิอาภรณ์” คือเพื่อนสนิทของอนุช วโรดมสมัยที่ยังเรียนมหาวิทยาลัย แต่เมื่อไข่หวานได้พบพูดคุยกับสริดาเรื่องอนุชและลูก เธอต้องผิดหวังกลับมาอีกครา เมื่อสริดาไม่ได้ให้ความร่วมมือเปิดเผยข้อมูลใดๆแม้แต่น้อย เหตุเพราะความเคียดแค้นเพื่อนรัก

ในอดีต อนุชและสริดาเป็นเพื่อนรักกันมาก และต่างชอบรุ่นพี่ปีสี่คนเดียวกันนั่นคือ หมึก แต่หมึกกลับชอบอนุชมากกว่าสริดา ในงานปาร์ตี้คืนหนึ่งสริดาแกล้งดื่มเหล้าให้เมาเพื่อให้หมึกขับรถไปส่ง หมึกรับปากเธอด้วยความเป็นห่วงอย่างเพื่อน แต่เขาก็กลับไปส่งอนุชแทน หมึกลืมสริดาเสียสนิทจนกระทั่งตอนเช้า หมึกได้ข่าวว่าสริดาประสบอุบัติเหตุรถชนจากการเมาแล้วขับ สริดาถูกตัดขาทั้งสองข้างไปพร้อมๆ กับการตัดความสัมพันธ์อย่างถาวรกับคนที่เธอเคยรักทั้งคู่ อนาคตของเธอดับวูบลงพร้อมกับความเจ็บปวดที่ก่อขึ้นเป็นกำแพงแห่งความขมขื่น เคียดแค้น มองโลกในแง่ร้าย และปิดกั้นตัวเองจากสังคมภายนอก ในเมื่อเธออยู่ในโลกนี้อย่างไม่มีความสุข อย่าหวังที่จะได้เห็นอนุชและหมึกมีความสุขด้วยกันเลย สริดาปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือทุกวิถีทางแก่ไข่หวาน ซ้ำยังไม่ยอมรับการติดต่อจากเธออีกเลย

ไข่หวานยังพยายามติดต่อเพื่อขอพบสริดาอยู่เรื่อยๆ พร้อมๆกับที่เธอก็ต้องเตรียมตัวเข้าประกวดซุปเปอร์โมเดลอย่างเต็มที่ การประกวดครั้งนี้ทำให้ไข่หวานพบกับ “สาริศ” เจ้านายของนิกกี้ ลูกชายคนโตของบริษัทนำเข้ารถยนต์หรูซ้ำยังเป็นพี่ชายแท้ๆของสริดา ซึ่งสาริศทำท่าว่าจะหลงเสน่ห์สาวอุบลฯเข้าอย่างจัง ถึงกับสะกดรอยตามไข่หวานมาหาถึงบ้านลุงช้างเพื่อตามจีบอย่างชัดเจน สร้างความไม่พอใจให้แก่ไข่หวานไม่น้อย แต่ต้องยอมติดต่อด้วยก็เพื่อหวังว่าสาริศจะช่วยพูดให้สริดาใจอ่อนยอมบอกความ จริงกับเธอ ลุงช้างก็พลอยหงุดหงิดแกมงอนหน่อยๆ เพราะหวงก้าง เอ้ย ห่วงความรู้สึกของเพื่อนร่วมบ้านคนนี้ ที่สำคัญนายสาริศนั่นเข้าออกบ้านเป็นว่าเล่น แถมยังมีข้อมูลใหม่ๆ ของคนที่ไข่หวานตามหามาหลอกล่อให้เธอออกไปกับเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

นิกกี้ได้เข้ามาทำงานเป็นเลขาของสาริศและคอยช่วยงานการประกวดทุกอย่าง แต่ก็ต้องเจออุปสรรคชิ้นใหญ่ คือ “ตวงพร” อาของสาริสและสริดา ตวงพรเป็นน้องสาวแท้ๆ ของพ่อสาริศที่บริหารงานแทนสาริศในช่วงที่พ่อเขาเพิ่งเสีย และเขายังเรียนอยู่เมืองนอก เมื่อสาริศกลับมา เขาก็อยากจะดึงอำนาจกลับสู่ตัวเอง แต่ตวงพรซึ่งอยากฮุบสมบัติไว้เพียงคนเดียวก็ไม่ยอม ตวงพรล๊อบบี้ผู้ถือหุ้นต่างๆ นานาให้เลิกสนับสนุนการประกวด และใช้ภารวีซึ่งเป็นลูกสาวของเพื่อนรักให้คอยขัดขวางงานทุกอย่างของสาริศ ทำให้สาริศกับนิกกี้ต้องคอยช่วยกันแก้ปัญหาตลอดเวลา นิกกี้เห็นอกเห็นใจสาริศมากขึ้นจนกลายเป็นความรัก

ไข่หวานผ่านเข้ารอบสองของการประกวด สร้างความไม่พอใจเป็นอย่างมากให้กับภารวีและตวงพรเป็นอย่างมาก เจ้าตัวแสดงออกนอกหน้าว่าไม่ชอบนางสาวหวันยิหวาตั้งแต่แรกพบ เนื่องจากแอนตี้การเป็นนักเรียนนอกของไข่หวาน และให้เหตุผลว่า หล่อนไม่เหมาะกับการเป็นตัวแทนของสาวไทยสมัยใหม่ที่ยังต้องคงความเป็นไทยไว้ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ไข่หวาน คือคนๆเดียวกับญาติห่างๆที่มาพักกับลุงช้างชายหนุ่มที่เธอสนใจ ตามที่กาคาบข่าวอย่าง “น้องพลอย” สาววัยรุ่นบ้าดาราข้างบ้านลุงช้างคอยสอดสืบให้เธออยู่เนืองๆ น้องพลอยเข้าออกบ้านลุงช้างได้สะดวกเพราะลุงช้างจ้างให้มาช่วยดูแลมดตะนอยใน วันที่เขาไม่อยู่บ้าน หรือปั่นงานไม่เสร็จ พลอยอยากทำงานพิเศษเก็บเงินไปเรียนแอ็คติ้ง ความฝันของพลอยคือการได้เป็นดาราเหมือนภารวี

ไข่หวานได้รับข่าวดีอีกเรื่องคือสาริศเล่าว่าอนุชเป็นน้องสาวแท้ๆของท่าน เลขาฯ ดร.อนล วโรดม ไข่หวานดีใจมากและติดต่อไปยังดร.อนลทันที แต่เขาไปราชการที่อเมริกาแถมยังขอลาพักร้อนต่ออีกหนึ่งเดือน เธอตัดสินใจส่งอีเมลไปแต่ก็ไม่ได้รับอีเมลตอบกลับจากเขาเลย ด้านฝั่งลุงช้างก็ได้รับข่าวคราวบอกเล่าจากพี่ชายที่ไปเยี่ยมแม่และน้องสาว ที่อเมริกาว่า มีหญิงสาวคนหนึ่งติดต่อเขาเพื่อขอเจรจาเรื่องอนุชและลูก แต่ไม่มีทางเสียหรอกที่เขาจะยอมยกมดตะนอยผู้เป็นแก้วตาของเขาไปให้คนไม่มี ความรับผิดชอบพรรค์นั้น!

ระยะเวลาที่ไข่หวานพักอยู่กับลุงช้างและมดตะนอยนั้น ความใกล้ชิดสนิทสนมของคนทั้งคู่ทำให้ความคิดของชายหนุ่มและหญิงสาวเปลี่ยน แปลงไป เขาตระหนักว่าชีวิตเขาและหลานสาวต่างก็ขาดบางสิ่งบางอย่างไป เขาพบว่าไข่หวานคือแบบอย่างของหญิงสาวที่เขาอยากให้มดตะนอยเป็นเมื่อเติบโต ขึ้น คือเป็นผู้หญิงมั่นใจในตนเอง และคิดว่าความสวยที่แท้จริงของผู้หญิงไม่ใช่การแต่งหน้าทาปาก หากแต่เกิดจากสมองและความคิดที่สวยงามมากกว่า นอกจากนั้นไข่หวานยังช่วยแก้พฤติกรรมเลียนแบบอันแสนแก่แดดแก่ลม ที่มดตะนอยเคยได้รับจากภารวีและน้องพลอยนั้นหายไปเสียด้วย และที่สำคัญที่สุด...เขาอยากให้ไข่หวานมาเป็นหวานใจของเขาเหลือเกิน...

ไข่หวานเองก็ชักจะมีอาการใจสั่นกับผู้ชายท่าทางอบอุ่น ใจดี อีกทั้งแววตาเป็นประกายคู่นั้นมันชวนหลงใหลเสียนี่กระไร จากการปรึกษานิกกี้ นิกกี้ก็บอกให้ไข่หวานเช็คดูว่า เขาจะมีใจตรงกันกับเธอหรือเปล่า โดยการหว่านเสน่ห์ต่างๆนานา ลุงช้างรู้สึกแปลกๆกับพฤติกรรมก๋ากั่นเกินเหตุของไข่หวาน ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าไข่หวานมีแผนการยั่วเย้าเขาบางอย่าง เขารู้ดีแต่ที่ไม่กระโตกกระตากออกมา ก็เพราะว่าการที่มีไข่หวานมาวนเวียนใกล้ชิดมันรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เรื่องอะไรอนิลจะพลาดโอกาสดีๆอย่างนี้

ก่อนการประกวดซุปเปอร์โมเดลรอบตัดสิน ไข่หวานออกไปทานข้าวนอกบ้านกับลุงช้างและมดตะนอย ตวงพรกับภารวีจ้างให้คนไปถ่ายรูปเพื่อสร้างข่าวว่าไข่หวานแอบมีครอบครัวอยู่ แล้วก่อนเข้าประกวด “พิชิต” ลูกน้องคนสนิทของนายแม่ดาวเรืองบังเอิญเห็นเหตุการณ์พอดีจึงรายงานเรื่องนี้ ให้นายแม่ทราบทันที เดือดร้อนถึงนายแม่ดาวเรืองจนทำให้นั่งไม่ติด โทรหามุรธาซึ่งกำลังทำธุระอยู่ที่กรุงเทพฯให้มาดูน้องว่ามันเกิดอะไรขึ้นกัน แน่ มุรธาและพิชิตมาหาไข่หวานที่บ้านลุงช้าง ลุงช้างต้อนรับพี่ชายที่บอกว่ามาเยี่ยมไข่หวานเป็นอย่างดีและเชิญให้พักด้วย กัน ไข่หวานจึงจำต้องยอมตกกระไดพลอยโจนซะงั้น มดตะนอยดีใจมากที่มีลุงหมึกมาพักด้วยกันและกลายเป็นเพื่อนเล่นแสนวิเศษของ เด็กน้อยอีกคน มุรธาก็รู้สึกถูกชะตากับหลานลุงช้างคนนี้ตั้งแต่แรกเห็นซึ่งเขาไม่รู้เลยว่า มดตะนอยคือลูกสาวแท้ๆ ของเขานั่นเอง

ไข่หวานไม่ละความพยายามในการติดต่อขอพบสริดาอีกครั้ง ครั้งนี้เธอใช้ความจริงใจตามที่ลุงช้างแนะนำมา เธออธิบายความต้องการของพี่ชายเธอที่ต้องการรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นและ ขอให้สริดาช่วยให้เธอได้ติดต่อกับอนุชโดยตรง และด้วยความช่วยเหลือของสาริศอีกแรงที่เกลี้ยกล่อมพี่สาวให้ยอมละทิฐิและ เห็นแก่เด็กตาดำๆ สริดาจึงรับปากว่าจะลองคุยกับอนุชให้ หลังจากไข่หวานกลับไปแล้ว สริดาจึงติดต่ออนิลและบอกเรื่องราวทั้งหมดที่เธอได้พบหญิงสาวที่มาตามหาอนุช และลูกให้เขาฟัง แถมยังนัดให้อนิลไปเจอหน้าคนที่จะมาพรากมดตะนอยไปจากเขาในวันการจัดงานประ กวดซุปเปอร์โมเดลรอบสุดท้ายอีกด้วย

ลุงเสือส่งอีเมลมาหาลุงช้างอีกครั้ง เมื่อเขาได้รับอีเมลอีกฉบับจากหญิงสาวที่เรียกร้องสิทธิของความเป็นญาติฝ่าย พ่อของมดตะนอยขอพบและเจรจา คราวนี้อนุชที่เคยปฏิเสธการรับรู้เรื่องใดๆของเด็กหญิงมดตะนอยถึงกับเปรย ขึ้นมากับพี่ชายว่า อย่าให้ใครเอาลูกเธอไปได้ ถึงเธอไม่พูดอย่างนั้นอนิลก็ไม่มีความคิดยกมดตะนอยให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น ทางด้านไข่หวานเองก็เริ่มท้อใจที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อไถ่โทษให้พี่ชาย ของเธอ วันนั้นเองเธอก็เผยความอ่อนแอของผู้หญิงคนหนึ่งให้ลุงช้างเห็น เธอโอบกอดเขาเพื่อขอกำลังใจ แต่ไข่หวานหารู้ไม่ว่าอีกฝ่ายกลับฉวยโอกาสเผยความรู้สึกผ่านการปลอบประโลม เธอ ไข่หวานได้โอกาสที่จะพิสูจน์ความรู้สึกของลุงช้างว่าใจจะตรงกับเธอหรือเปล่า ตามที่นิกกี้บอกมา ไข่หวานตัดสินใจค่อยๆเคลื่อนหน้ามาหอมแก้มลุงช้าง แทนที่ลุงช้างจะผลักไส เขากลับจุมพิตปลอบตอบเธออย่างนิ่มนวล ไข่หวานรู้ในวินาทีนั้นเองว่า ลุงช้างก็มีใจตรงกับเธอ กรี๊ดดดด!

ในที่สุด สาริศกับนิกกี้ก็เอาชนะตวงพรจนสามารถจัดงานประกวดได้สำเร็จ ในวันประกวดรอบสุดท้ายของซุปเปอร์โมเดล ลุงช้างพามดตะนอยและลุงหมึกไปเชียร์ไข่หวานถึงขอบเวที ลุงช้างและไข่หวานดูมีความสุขมากเมื่อได้รับรู้ความรู้สึกในใจของกันและกัน ฝ่ายสาริศก็พาสริดามาดูการประกวดในครั้งนี้ หล่อนยอมออกจากบ้านก็เพื่อหวังจะชี้ตัวการให้อนิลรับทราบ ผลการประกวดปรากฏว่า นางสาวหวันยิหวา อัศวเรืองฤทธิ์ ได้รับตำแหน่ง Brand Ambassador ของบริษัทนี้ สร้างความดีใจตื่นเต้นให้กับทุกคนโดยเฉพาะลุงช้าง ระหว่างรอรับไข่หวานกลับบ้าน หมึกก็บังเอิญเจอกับสริดาเพื่อนสนิทของอนุช เขาเปิดเผยตัวตนของเขาเพื่อขอคุยเรื่องหญิงสาวและลูกของเขา ทันใดนั้นลุงช้าง มดตะนอยและไข่หวานเดินมาสมทบพอดี สริดาได้โอกาสบอกอนิลว่าคนตรงหน้าเขานี่แหละที่ต้องการพรากมดตะนอยไปจากเขา สองคนพี่น้องนี่เองที่เป็นคนไร้ความรับผิดชอบ ลุงช้างรู้ความจริงทั้งหมดก็โกรธมาก พามดตะนอยกลับบ้านทันที!

สองพี่น้องหมึกและไข่หวานตามไปคุยกับลุงช้างที่บ้าน ความจริงที่เปิดเผยทำให้อนิลโกรธและเสียใจมาก ในขณะที่ไข่หวานก็พยายามจะอธิบายและขอโทษแทนพี่ชายตน เรื่องราวบานปลายจากการต่อว่าของอนิลในค่ำคืนนั้น ทำให้หมึกแอบลักพาตัวมดตะนอยไปในรุ่งสางของอีกวัน ยังไม่ทันที่ลุงช้างและไข่หวานออกตามหามดตะนอย อนุชก็โทรศัพท์มาหาอนิลในสายวันนั้นพอดิบพอดี อนุชร่ำไห้ทันทีที่ทราบเรื่องและบอกว่าตนจะกลับเมืองไทย พร้อมกันนั้นไข่หวานก็ได้รับโทรศัพท์จากนายแม่ดาวเรืองบอกว่าเกิดเรื่องใหญ่ แล้ว พี่หมึกของเธอพาเด็กหญิงตัวเล็กๆมาบอกว่าเป็นลูกสาวของเขา ให้ไข่หวานรีบกลับบ้านด่วน อนิลตัดสินใจเดินทางไปอุบลฯพร้อมไข่หวานทันที

นายแม่ดาวเรืองแทบจะลมจับเมื่อรู้ความจริงว่า ลูกชายของตนแอบไปมีหลานไว้เมื่อหลายปีก่อน แต่ด้วยความน่ารักน่าเอ็นดูของมดตะนอยทำให้เธอยอมรับความจริงได้ภายในค่อน วัน นายแม่ดาวเรืองพามดตะนอยออกไปเที่ยวตลาด ซื้อเสื้อผ้า ซึ่งที่ตลาดนั่นเองมดตะนอยก็ร้องเรียก “น้าหนูเล็ก” ของเธอดังลั่น ทำให้ความจริงอีกเรื่องกระจ่างขึ้นมาว่า หนูเล็ก อณิมาเพื่อนสนิทของไข่หวานเป็นน้องสาวคนละแม่ของลุงช้างนั่นเอง!

ลุงช้างมาถึงอู่รถดาวเรืองก็พุ่งตรงไปยังมดตะนอยเพื่อรับกลับทันที แต่ฝ่ายไข่หวานและนายแม่ดาวเรืองไม่ยอมและถือความเป็นญาติฝ่ายพ่อของมดตะนอย เรียกร้องสิทธิในตัวหลาน ทำให้หนูเล็กต้องรีบเคลียร์สถานการณ์ตรงหน้าบอกให้ลุงช้างกลับไปพักที่บ้าน เธอก่อน อนิลได้พบพ่อ “อธิป” กับแม่เลี้ยง หนูเล็กเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างหมึกกับอนุชให้พ่อฟัง อนิลได้รู้ความจริงว่าแท้จริงแล้วพ่อของเขาไม่ได้ทิ้งลูกๆ ไว้กับแม่ แต่พ่อคิดถึง “ใจลูก”เป็นหลักเพราะแม่เขาให้เหตุผลว่าลูกๆต้องการอยู่กับเธอ พ่อก็ยอมรับแต่โดยดีเพื่อความสุขของลูก ทั้งๆ ที่เขารักและอยากรับอนุชไปเลี้ยงใจจะขาด

เช้าวันใหม่อนิลขับรถไปอู่ดาวเรืองแต่เช้าเพื่อหวังจะขโมยมดตะนอยกลับมา แต่มดตะนอยออกไปวัดกับนายแม่ดาวเรือง ไข่หวานรักและอยากให้มดตะนอยอยู่กับพี่ชายเธอมากกว่าจึงเฉไฉไม่ยอมไปตามหา ไข่หวานให้ลุงช้างง่ายๆ ศึกย่อมๆ แย่งหลานตัวน้อยก็เกิดขึ้นระหว่างไข่หวานและอนิลที่ต่างอ้างสิทธิ์ในการดูแล หลาน ทั้งสองคนต่างเจ็บปวดที่ต้องทะเลาะกันเรื่องหลานจนคิดว่าความรักของทั้งคู่ คงไม่มีทางเป็นจริงได้!

หนูเล็กต้องไกล่เกลี่ยให้ลุงหลานได้อยู่ด้วยกันตอนกลางวัน แต่กลางคืนต้องนำหลานมานอนบ้านย่าแทน มดตะนอยสับสนไปหมดจนล้มป่วยเพราะปรับตัวไม่ทัน การที่มดตะนอยล้มป่วยนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตจนทำให้ทั้งสองบ้านตัดสินใจนัด เจรจายุติปัญหาว่ามดตะนอยควรอยู่กับใครกันแน่? ระหว่างนั้นสาริศและอนุชก็ตามมาสมทบกับอนิล อนุชเริ่มลดทิฐิลงหลังจากได้ฟังเรื่องราวในอดีตจากปากของพ่อ และรับรู้ว่าพ่อรักเธอมากขนาดไหน

เช้าวันรุ่งขึ้นการเจรจาเริ่มต้นขึ้นระหว่างสองบ้านเพื่อหาข้อยุติ มุรธาพยายามปฏิบัติตัวดีต่ออนุชแต่กลับโดนเธอปฏิเสธอย่างไม่ไยดี นายแม่ดาวเรืองขอโทษอนุชและยอมรับผิดเรื่องมุรธาทุกประการ ดาวเรืองบอกว่าเธอเลี้ยงลูกไม่ดีเอง เธอคอยปกป้องลูกเกินไปจนลูกไม่กล้าตัดสินใจเอง อนุชแจ้งความต้องการว่าเธอจะเอามดตะนอยไปเลี้ยงที่ต่างประเทศ ไข่หวานไม่ยอมเพราะญาติฝั่งพ่อควรมีสิทธิ์เลี้ยงดูเช่นกัน อนิลทักท้วงว่ามดตะนอยไม่ได้รู้จักพ่อและแม่ของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะฉะนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือ ให้มดตะนอยอาศัยอยู่กับลุงช้างตามเดิม ส่วนนายแม่ดาวเรืองจะซื้อบ้านที่กรุงเทพฯให้มุรธาได้อาศัยอยู่ ระหว่างนี้ทั้งมุรธาและอนุชเองต้องพิสูจน์ตัวเองและค่อยๆให้ลูกได้เรียนรู้ และปรับตัวในการใช้ชีวิตกับพ่อแม่ เย็นวันนั้นเมื่อทุกอย่างเคลียร์ลงตัว ลุงช้างและอนุชรับตัวมดตะนอยเดินทางกลับกรุงเทพฯด้วยกันทันที จากนั้นไม่นานมุรธาก็ย้ายไปอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ เขากลายเป็นแขกประจำของบ้านลุงช้างไปอย่างรวดเร็ว นอกจากจะทำหน้าที่พ่อด้วยความรักและเต็มใจแล้ว มุรธายังพยายามเริ่มต้นกับอนุชอีกครั้ง และเขาก็ยังโชคดีที่ได้รับโอกาสใหม่จากอนุชเพื่อจะพิสูจน์ตัวเองและเริ่มต้น ใหม่อีกครั้ง

ทางด้านสาริศก็สารภาพกับไข่หวานว่าเขาแอบชอบเธอ แต่ไข่หวานปฏิเสธเพราะมีคนอยู่ในใจแล้ว นิกกี้คอยปลอบใจสาริศตลอด จนเขาคิดว่าเขาน่าจะเริ่มต้นให้โอกาสตัวเองลองคบคนใหม่ได้เสียที คนที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเพียงแต่เขาไม่เคยเห็นความสำคัญนั่นคือ นิกกี้นั่นเอง

ในที่สุดมุรธาก็เอาชนะใจอนุชได้ มดตะนอยกลายเป็นเด็กสดใสที่มีความสุขที่สุดในโลก เพราะเธอมีพ่อแม่ครบสมบูรณ์เฝ้าคอยสั่งสอนให้เธอเติบโตไปในทางที่ถูกที่ควร มุรธาและอนุชจะย้ายไปสร้างครอบครัวด้วยกันที่อเมริกา เมื่อลุงช้างและไข่หวานรู้เรื่องก็แทบใจจะขาด เพราะมดตะนอยเปรียบดัง “แก้วตา” อันเป็นที่รักยิ่งของเขาและเธอ แต่ลุงช้างจำต้องยอมรับความจริง เพราะคิดถึง “จิตใจของมดตะนอย” ซึ่งสำคัญที่สุด ไข่หวานสงสารและเห็นใจลุงช้างมากที่ต้องถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว เพราะเธอเองก็ต้องกลับไปทำงานเป็นวิศวกรคุมอู่รถทัวร์ให้นายแม่ดาวเรืองเช่น กัน ลุงช้างน้อยใจไข่หวานมากที่ทิ้งเขาไป จนเขากลายเป็นคนเศร้าซึม

และแล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อไข่หวานโทรตามลุงช้างให้ไปอุบลราชธานีด่วน เขาเดินทางไปหาเธอด้วยความคิดถึง แล้วก็พบเซอร์ไพรส์ว่า มุรธา อนุชและมดตะนอยย้ายกลับมาสร้างครอบครัวที่อุบลราชธานี เพราะมุรธาได้คิดทบทวนอีกครั้งแล้วว่าเขาควรกลับมาสืบทอดกิจการเพราะเป็นลูก ชายคนโต ส่วนอนุชก็อยากลืมบรรยากาศความเจ็บปวดที่อเมริกา มาอยู่ใกล้อธิปเพื่อทดแทนวันเวลาที่หายไปให้ผู้เป็นพ่อ ไข่หวานตัดสินใจชวนลุงช้างมาสร้างครอบครัวด้วยกันที่อุบลราชธานี...เสมือนขอ ผู้ชายแต่งงานกลายๆ ลุงช้างใช้เวลาคิดไม่นานเลยเพราะเขาอยากอยู่กับ “หวานใจ” ของเขา ลุงช้างให้คำสัญญากับไข่หวานว่า เขาและเธอจะสร้างครอบครัวที่อบอุ่นสมบูรณ์ และมี “แก้วตา” ดวงใจน้อยๆ เป็นของตัวเองด้วยกัน... ติดตามชมละครเรื่อง แก้วตาหวานใจได้ไทยทีวีสีช่อง 3 ทุกวันศุกร์-เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 20.15 น.เริ่มออกอากาศตอนแรก ในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 58

ละครเรื่อง แก้วตาหวานใจ บทประพันธ์โดย ดวงตะวัน
แก้วตาหวานใจ บทโทรทัศน์โดย ศิริรัตน์ สุขสามัคคี / จิรมน เณวิกาน / สร้างสรรค์ สันติมณีรัตน์
ละครเรื่อง แก้วตาหวานใจ กำกับการแสดงโดย ชุดาภา จันทเขตต์
ละครเรื่อง แก้วตาหวานใจ ผลิตโดย บ. เวฟ ทีวี จำกัด โดยผู้จัด : ปิยวดี มาลีนนท์
ละครเรื่อง แก้วตาหวานใจ ออกอากาศ ทุกวันศุกร์-เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ละครเรื่อง แก้วตาหวานใจ เริ่มออกอากาศตอนแรก ในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 58

บางระจัน ตอนทีี่ 21 วันที่ 3 ก.พ. 58

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 21 วันที่ 3 ก.พ. 58

"แขวง วิเศษชัยชาญนี้ ข้าอนุญาตให้พวกเจ้าปล้นได้เต็มที่ ทรัพย์สินใดใด ข้าไม่ต้องการ ค่ายวิเศษชัยชาญของข้าต้องการเพียงข้าวอย่างเดียว..ไป"
พวกโจรกลัวตาย รีบวิ่งออกไป

ชินอ่องหันมามองมยิหวุ่น...อย่างต้องการคำตอบ
"ชินอ่อง...ท่านแม่ทัพเนเมียวให้มาตามท่านไปพบ"


ชินอ่องแปลกใจ ตามีประกายขึ้นมาเพียงนิดเดียว ถึงเวลานี้... ชินอ่องภายใต้ผ้าคลุมหน้ามากที่สุด...เพียงครึ่งเดียว
สังข์พาเชลยไทยเดินมาถึงลานหน้าค่ายด้วยอาการสะบักสะบอม

ยามบนหอค่ายมองตรงไปข้างหน้าอย่างพิจารณา ก่อนจะหันมาตะโกน
"พ่อสังข์กลับมาแล้ว พ่อสังข์กลับมาแล้ว เปิดประตูค่าย"
ยามประตู 2 คน วิ่งไปเปิดประตูค่าย ทัพกับเพื่อนๆกำลังดูแลม้าอยู่ที่คอกดีใจรีบวิ่งไปที่ประตู
จวง แฟง เฟื่อง สไบ กำลังให้น้ำพวกซ้อมอาวุธอยู่ที่ลานรีบวางของวิ่งไปที่ประตู
ประตูค่ายเปิดออก สังข์พาเชลยเข้ามา จวงร้องไห้ วิ่งเข้ากอดสังข์แน่น
"พี่สังข์"
แฟง เฟื่อง สไบ ยิ้มดีใจ รีบไปรับเชลยออกไปดูแล ทัพวิ่งมากับเพื่อนๆ มามองสังข์ด้วยความชื่นชม น้ำตาคลอ พูดไม่ออก
"ไอ้สังข์...มึงทำได้"
สังข์มองทัพน้ำตาคลอเช่นกัน
"กูเชื่อใจมึงไง"
พวกเคลิ้ม และคนอื่นๆ ตรงเข้าไปอุ้มสังข์ขึ้นแห่ โยนไปมา
เคลิ้มบอก
"ไอ้สังข์ กูรักมึง...กูรักมึงจริงๆ"
"ไอ้สังข์" ทัพเรียก
จวง แฟง เฟื่อง สไบ ดีใจ จวงปาดน้ำตา ยิ้ม พวกผู้ชายแบกสังข์วิ่งไปมารอบๆค่ายอย่างสนุกสนาน

สังข์และกลุ่มบ้านคำหยาดก้มลงไหว้พระประธาน
"พวกเรา บ้านระจันยอมพลีเลือดเนื้อทุกหยด ยินดีกอดคอกันตาย เพื่อปกป้องแผ่นดินที่เราใช้ปลูกข้าวเลี้ยงชีวิต จะไม่ให้ใครมาข่มเหงรังแกพ่อแม่ที่เรากราบไหว้อย่างเด็ดขาด"
"ขอคุณพระปกป้องคุ้มพวกเราชาวระจันให้พ้นทุกข์ มีแผ่นดินกินอยู่ อย่ามีภัยใดๆ ให้เดือดร้อน " จวงบอก
"อย่าให้ศัตรูผู้ใดมากล้ำกรายให้ทิ้งบ้านทิ้งเรือน ขอให้พ่อแม่พี่น้องเราอยู่ดีมีสุขตลอดไปด้วยเถิด" ทัพว่า แววตาของทัพกับเพื่อนๆที่มุ่งมั่น กล้าหาญ
เสียงฟ้าร้องดังมาไกลๆ เสียงฝนตก ทุกคนมองออกไปนอกโบสถ์ ยิ้มดีใจ รีบพากันออกไปดู
"ฝนแรกมาแล้ว.....ฝนมาแล้ว"

ทุกคนต่างออกมายืนมองสายฝนอย่างมีความสุข เด็กๆ 2-3 คนวิ่งออกมาเล่นน้ำฝนด้วยความร่าเริง
แฟงดึงทัพวิ่งออกไปเล่นน้ำฝนกับเด็กๆ ทุกคนต่างชื่นชมกับสายฝน
สังข์บอก
"ศึกสงบแล้ว ถ้าฝนตกอย่างนี้ อีก 2-3 วันเราก็จะได้ทำนากัน"
"เป็นเพราะพี่สังข์แท้ๆ ศึกถึงได้สงบเร็ว"
"เพราะความกล้าของชาวบ้านระจันทุกคนต่างหาก อย่ายกให้พี่คนเดียวเดี๋ยวเขาจะน้อยใจ"
"แต่ถ้าเอ็งไม่เสี่ยงตายเข้าไปล้วงความลับมันถึงในค่ายเราก็อาจจะพลาดได้" เคลิ้มบอก
"ใช่ๆ ต่อไปนี้พี่สังข์อยากกินอะไรบอกฉันได้เลยนะ ฉันจะหามาให้พี่ทุกอย่าง" ช่วงว่า
"ฉันด้วยจ๊ะ พี่สังข์สั่งมาเลยนะ ฉันทำกับแกล้มเก่งกว่าไอ้ช่วงมันอีก" เอิบบอก
เคลิ้มบอก
"เอ็งไม่ต้องประจบไอ้สังข์มันนักดอก มันมีแม่จวงดูแลอยู่แล้ว"
สังข์กับจวงมองหน้ากันอย่างมีความสุข ทัพกับแฟงยังคงเล่นน้ำฝนกับเด็กๆอย่างสนุกสนาน

บรรยากาศยามเช้า กลุ่มชาวค่ายกำลังดำนา ปลูกข้าวเพื่อเป็นเสบียง เสียงเพลงร้องดังมา แสดงถึงความสุขในการทำนา สีหน้าทุกคนมีรอยยิ้ม สดชื่น หลายคนช่วยกันเกี่ยวเป็นคู่ๆ
แต่ทันใด...เห็นลูกปืนใหญ่ลอยแหวกอากาศมาตกลงกลางท้องนา เสียงระเบิดดังตูม ดังสนั่น
ร่างชายหญิงที่กำลังเกี่ยวข้าวกระดอนขึ้นตามแรงระเบิด เสียงหวีดร้องดังขึ้น
ลูกระเบิดอีกลูกลอยมาตกลงกลางนาข้าวน้ำกระจาย พวกผู้ชายต่างพาชาวบ้านหลบกันวุ่นวาย

ชาวบ้านบางคนถูกระเบิดเข้าเต็มๆ ลูกไฟแดงวาบเหมือนสีเลือดแดงฉานระบายบนท้องฟ้า
ค่ายปากน้ำประสบ ตอนกลางคืน สุกี้นายกองยืนอยู่หน้ากะบะทราย จำลองแผนที่การรบ และ โมเดลค่ายขนาดเล็ก ๓ ค่าย ประกอบด้วย เส้นทางเดินทัพสู่ค่ายระจันให้เนเมียวสีหบดีดู

"บ้านระจันเป็นบ้านดอน อยู่หว่างแคว้นวิเศษไชยชาญสุพรรณและเมืองสิงห์ต่อกัน"
เนเมียวสีหบดีนั่งอยู่บนตั่ง มองลงมาที่สุกี้นายกอง นายกองชาวมอญที่พูดไทยชัด
"พวกมันมีทั้งชาวบ้านจากที่ต่างๆ ทหารอาทมาฎจากแขวงวิเศษไชยชาญ ฝีมือดาบเก่งกล้ามารวมตัวกัน ถ้าสู้กันกลางแปลงตัวต่อตัว เราจะชนะได้ยาก"
เนเมียวสีหบดียิ้มมองสุกี้ที่ประเมินการรบด้วยรูปแบบใหม่
"ข้าจะขอตั้งค่ายเป็นสามค่าย เอาปืนใหญ่ขึ้นหอรบ แล้วขยับค่ายเดินหน้าสลับกัน เพื่อป้องกันพวกมันมาลอบโจมตีอย่างค่ายอากาปันยี แล้วจะเดินค่ายเข้าหามันทีละค่ายๆ ๆ พอประชิดในระยะยิง ข้าจะเอาปืนใหญ่ยิงถล่มเข้าไปในค่ายมันให้แหลก เมื่อกำแพงค่ายมันทลาย ข้าจะให้ไพร่ราบบุกตะลุยข้ามกำแพงค่ายเข้าไปให้ถึงใจกลางค่ายมันอย่างไม่ยาก เย็น ทีนี้ต่อให้พวกมันหนังเหนียว มีปีก หายตัวได้ ก็ไม่มีวันรอดกระสุนปืนใหญ่ของข้าได้"
เนเมียวสีหบดีนั่งมองอย่างพอใจ
"มิเสียแรงที่เราส่งท่านมาอยู่ในแผ่นดินโยเดียนับสิบปี ขอให้ท่านใช้ความรู้ความสามารถเอาชนะพวกบางระจันทดแทนคุณแผ่นดินอังวะเถิด ตั้งแต่นี้ ข้าขอแต่งตั้งให้ท่านมีตำแหน่งเป็น...ชุกคยี นายกองใหญ่ เป็นผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาด จะฆ่าใครก็ได้ที่มันขัดขวางแผนการทำลายค่ายระจัน แล้วเมื่อเราชนะปราบโยเดียได้ย่อยยับ เราจะยกแผ่นดินโยเดียให้ท่านปกครอง"

วันใหม่ ระเบิดตกลงมาใกล้ๆลานครัว หลายลูก หลายมุม ชาวค่ายวิ่งกันอลหม่าน ทัพวิ่งมากับแฟง สวนกับชาวค่ายที่กำลังหนี
"พวกมันยิงปืนใหญ่มาตกเต็มไปหมด พวกเราหลบไปทางหลังค่ายก่อน"
ขาบ เฟื่อง จวง สังข์ สไบ วิ่งมาสมทบ
"เอาคนหลบไปอยู่หลังค่ายให้หมด" สังข์บอก
ทัพ สังข์ ขาบพากันวิ่งสวนไปช่วยชาวบ้าน
"ต้อนคนไปที่หลังค่ายเร็ว"
เฟื่อง จวง สไบ ช่วยกันนำชาวบ้านที่อพยพหนีด้วยความกลัว
"มานี่จ้ะ มานี่ ไปรวมกันทางโน้น ไปเร็ว"

ระเบิดตกลงมาอีกหลายลูก ใกล้เรือนใจ เสียงระเบิด เสียงหวีดร้อง เสียงอึกทึก ใจนอนทรุดร่าง อดข้าวอดน้ำได้ยิน ก็พยายามลุกขึ้นมองไปที่ถนน เห็นชาวบ้านพากันวิ่งหนี
เสียงระเบิดดังอีกตูม
"ช่วยข้าด้วย ช่วยข้าด้วย....ช่วยฉันที อย่าทิ้งให้ฉันตายอยู่ที่นี่เลย"
ชายแก่ระจันคนหนึ่งวิ่งมาเห็นก็สงสาร หยิบพร้าที่ใต้ถุนฟันขื่อคาให้ แล้ววิ่งออกไป
ใจ หยิบพร้ามาฟันต่อจนเชือกขาด และเดินโซเซออกไปทันที

ระเบิดตกลงอีก ๒ ตูม เรือนติดไฟ ลุกหลายหลัง ชาวค่ายหอบลูกจูงหลานวิ่งหนี ทัพ สังข์ ขาบ วิ่งมาถึง เอิบ ช่วง ฟัก กับเคลิ้มกำลังช่วยต้อนทุกคนวิ่งหนีไปทางหลังค่าย
ระเบิดลูกปืนใหญ่อังวะถูกยิงมาตกเต็มหน้าค่าย แท่นนอนน้ำตาไหลอยู่ที่เตียง เพราะไม่อาจลุกขึ้นไปช่วยชาวค่ายได้ เสียงระเบิด ยังคงดังอยู่ตลอดเวลา นักรบคนสนิทนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ๆ ไม่กล้าทิ้งพ่อค่ายไปไหน

พ่อหมอเดินเอายาเข้ามาให้กิน แท่นโมโห ปัดกระเด็น
"พวกมึงจะมัวมาเฝ้ากูทำไม ออกไปช่วยพวกข้างนอกโน้น กูมันไร้ค่า ไม่มีปัญญารบกับศัตรูได้แล้ว ไม่ต้องมาพยาบาลกู ไปช่วยพวกที่เขามีมือ มีตีนจับดาบสู้โน้น"
นักรบและพ่อหมอ ร้องไห้ ไม่กล้าทิ้งพ่อแท่นไป
แท่นยิ่งแค้นใจ
"ไป ออกไป"
พ่อหมอ และนักรบทั้งสองจึงตัดสินใจวิ่งออกไป
เสียงระเบิดยังดังอยู่ตลอด เสียงชาวค่าย ร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด แท่นกระเสือกกระสน พยายามจะลุกออกไป แต่ก็ทรุดลงที่หน้าเตียง ไม่อาจลุกขึ้นได้ แท่นนอนร้องไห้ด้วยความเสียใจที่ช่วยใครไม่ได้

ระเบิดตกลงใส่ห้องคลังแสง ลานเรือนพ่อค่ายพังพินาศ เบื้องหน้าคือพระพุทธรูปในห้องนอนพ่อแท่น
ระเบิดตกลงมาหลายลูก เต็มลานหน้าค่าย ใจเดินหลบหลีก สวนกับชาวค่ายที่กำลังวิ่งหนี
เขาถูกชน ล้มลง กำลังจะลุก ก็ถูกกระแทก จนกลิ้งไป ใจที่ตาลายเพราะอดข้าวจนไม่มีแรง เห็นคนวิ่งเข้ามาประคอง ใจเงยมองเห็นเป็นพ่อทองเหม็น ถือขวานคู่กายมา
"ไอ้ใจ เอ็งจะไปไหน พวกข้าศึกมันระดมยิงใส่หน้าค่ายเราเต็มไปหมดแล้ว"
ใจไม่มีแรงตอบ ทองเหม็นมองสภาพอิดโรยของใจ
"ทำไมเมียเอ็งถึงปล่อยให้เอ็งวิ่งหลงทางมา ไม่ดูแลเอ็งเลย"
ทองเหม็นหันไปทางนักรบ 2 คนที่ติดตาม
"พามันไปอยู่ที่หลังค่ายก่อน เร็ว"
ใจบอก "ไม่"
"ไปซะไม่งั้นเอ็งจะโดนลูกหลง เดี๋ยวข้านี่แหละจะออกไปฟันคอไอ้คนยิงปืนใหญ่เอง"
"อย่า ..ออก .. ไป"
ทองเหม็นไม่ฟังจะไป ใจคว้าขานายทองเหม็นไว้อย่างหมดแรง ทองเหม็นก้มลงประคองใจขึ้น

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 21 วันที่ 3 ก.พ. 58

ละครเรื่อง บางระจัน สร้างโดย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด
ละครเรื่อง บางระจัน บทประพันธ์ ไม้ เมืองเดิม
ละครเรื่อง บางระจัน บทโทรทัศน์โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกศ / ฟ้าฟื้น
ละครเรื่อง บางระจัน กำกับการแสดง พงศกร เมตตาริกานนท์, ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด
ละครเรื่อง บางระจัน แนว แอ็กชั่น-ชีวิต-ประวัติศาสตร์
ละครเรื่อง บางระจัน ออกอากาศทุกวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.15 น ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2558

บางระจัน ตอนทีี่ 19/4 วันที่ 30 ม.ค. 58

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 19/4 วันที่ 30 ม.ค. 58

ผู้หญิงทั้งหมดรีบวิ่งออกไปหน้าค่ายอย่างรวดเร็ว แฟงยืนนิ่ง จวงจะวิ่งไปหันมามอง
"ไม่ไปหรือแฟง"
แฟงส่ายหน้า
"จวงไปเถอะ พี่สังข์อาจจะกลับมาด้วย"
จวงมีความหวังขึ้น วิ่งออกไปทันที

ใจเดินเปะปะ ชนกับกลุ่มชาวบ้านที่กำลังวิ่งนำหน้าไป
"มีอะไร มีอะไร"
ใจถาม แต่ชาวบ้านไม่ทันสนใจฟัง พากันวิ่งตรงไปทางหน้าค่าย


"ทางไหน .. หน้าค่ายไปทางไหน "
ใจโดนชาวบ้านหญิงคนหนึ่งชน ใจล้มลง คลุกฝุ่น สไบวิ่งสวนกลุ่มชาวบ้านเข้ามา ประคองใจไว้
"พี่ใจ"
"สไบ เกิดอะไรขึ้น เสียงชาวบ้านวิ่งไปทางหน้าค่าย"
"เราชนะศึกจ้ะ พี่ใจ ... เราชนะอังวะอีกแล้ว"

ใจฟังแล้วยิ้มไม่เต็มที่นัก ต่างจากสไบที่ยิ้มกว้าง
กองทัพชาวบ้านเข้าประตูค่ายมา ชาวบ้านลูกเมีย - พ่อแม่ต่างวิ่งเข้ากอดกันดีใจ ร้องไห้

จวงวิ่งออกมามองหาสังข์ สายตาจวงเห็นผัวเมียคู่อื่นๆกอดกันด้วยความสุข ทัพยืนม้ามองหาแฟง แต่ไม่เห็นแฟง
สไบใจพากันเดินออกมามองกองทัพที่กลับมาอย่างดีใจ แต่ใจหน้าเสีย สไบหันมามองใจแล้วรู้สึก

ลานท่าน้ำหลังค่ายระจัน เวลาเย็น แฟงวางดาบลง ยิ้มมีความสุขเพราะมั่นใจว่ากองทัพระจันได้ชัยชนะทัพเอาผ้ามาเช็ดเหงื่อที่ เลอะแขน แฟงคว้าดาบ หันขวับทันที เห็นทัพ ถือผ้าเช็ดเหงื่อตรงแขนแฟง ยิ้มให้
"จะฟันพี่เสียให้ตายเลยเชียวหรือ"
แฟงวางดาบแล้วบอก
"มาเงียบๆ ฉันตกใจ ไม่เผลอแทงดาบทะลุท้องก็บุญแล้ว"
"จะดุไปถึงไหน พี่เห็นผิวเอ็งเลอะเหงื่อไคล ก็อยากจะเช็ดให้...นวลเนียนเหมือนเดิม"
ทัพสายตาแพรวพราว แฟงมองแล้วนึกอาย
"ฉันเช็ดเองได้"
แฟงคว้าผ้าจากมือ แต่ทัพไม่ยอมยึดมือแฟงไว้
"อยากท้องทะลุหรือพี่ทัพ"
"พี่จับสองมือเอ็งอยู่อย่างนี้ จะจับดาบได้ยังไง"
"ฉันจะร้องให้คนช่วย"
ทัพดึงตัวเข้าชิดแฟง
"ร้องดูทีเถอะ พี่จะปิดปากเจ้าให้สนิท" ทัพยื่นหน้าเข้ามา
"พี่ทัพ"
"จ๋า"
"ปล่อยมือฉัน"
"ไม่ปล่อย ขอพี่ชื่นใจให้หายเหนื่อยสักนิดเถอะ แฟง"
ทัพก้มลงจะหอมแก้ม แฟงหลบหน้า จมูกทัพเฉียดแก้มไป ทัพรวบตัวแฟงมาใกล้อีก แฟงเอามือยันอก ถามขึ้นเร็ว
"ฉันได้ยินเขาพูดกันว่า พี่ช่วยวางแผนรบครั้งนี้ พี่รู้ว่าข้าศึกจะเดินทัพมาทางไหน หรือพี่ทัพ ... ทำไมพี่รู้"
ทัพอมยิ้มฃ
"พี่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ชัยชนะ ถึงจะถูกแฟงเกลียดโกรธมากแค่ไหน"
"อย่ามัวแต่พูดเย้าฉันนะพี่ทัพ"
"พี่พูดจริง แฟงเอ๋ย ฟังพี่เถิด พี่จะพูด จะถามความจริงจากใจ"
ทัพโอบแฟงไว้แน่น มองจ้องลงไปในตา
"หากชนะศึกครั้งหน้า เอ็งจะหายโกรธพี่หรือยัง"
"พี่กำลังจะเรียกสินบนจากฉัน"
"แล้วแฟงเต็มใจให้พี่ไม๊"
แฟงมองทัพที่ส่งสายตารักหวานฉ่ำ
"พี่จะขอสินบนเพียงข้อเดียว หากชนะศึกครั้งหน้า ขอให้แฟงมาเป็นแม่ศรีเรือน"
แฟงเขินอาย
"พี่ทัพ"
"ตอบพี่ก่อน แฟง"
ทัพกระชับอ้อมกอดมาใกล้
"ตอบเป็นสัญญาให้พี่ชื่นใจ มีหวังที่จะสู้ศึกคราหน้า เพื่อกลับมากินข้าวฝีมือเมีย"
"อยากกินข้าวอร่อย ก็ไปบอกสาวๆคนอื่นเถิด มีตั้งหลายอีที่ทอดสายตาให้นายกองม้าคนเก่งกล้าอย่างพี่"
"ร้อยหญิง พันหญิง สวยหยาดฟ้ามาดิน ก็ไม่เคยอยู่ในสายตาพี่ นอกจากหญิงเดียวตรงหน้านี้"
ทัพโอบแฟงมาจนชิด
"ให้พี่มีหวัง มีกำลังใจสักนิด ว่าจะได้กอดเอ็งให้สมรัก ได้อยู่เคียงข้างในยามที่มีลม หายใจ"
แฟงยกมือปิดปาก
"พี่ทัพ"
ทัพดึงมือแฟงจูบแผ่วเบา แฟงสะท้าน
"พี่จะไปขอเอ็งกับอาเฟี้ยม จะเรียกสินสอดทองหมั้นเท่าไหร่ พี่จะหามาให้ได้"
"เห็นแม่ฉันแล้งน้ำใจ คิดจะเรียกสินสอดยามศึกเช่นนี้ได้ลงคอหรือพี่"
ทัพดึงแฟงมากอดไว้
"นอกจากแผ่นดินเกิดที่จะต้องรักษาไว้เป็นสิ่งแรก ก็มีเอ็งนี่แหละแฟงที่จะเป็นดั่งชีวิต ดั่งวิญญาณของพี่ แฟงเอ๋ย... รูปเอ็งสวยนัก แต่ใจนั้นสวยเกินรูป ขอให้พี่ได้เป็นเจ้าของกายใจงดงามนี้แต่เพียงผู้เดียวจนชั่วชีวิตเถิด"

ทัพจูบลงที่หน้าผากแฟงแผ่วเบา แฟงซุกหน้าลงในอกทัพด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมในรักจากชายที่มอบใจให้มานานแล้ว
เนเมียวสีหบดีเดินเข้ามาในค่ายด้วยสีหน้าโกรธจัด ทุกคนหมอบก้มต่ำ ไม่มีใครกล้าสบตา

"แยจออากานายทัพถูกฆ่าตายในสมรภูมิ...นี่ทัพเราพ่ายแพ้ไอ้พวกชาวบ้านระจัน ราบคาบเป็นครั้งที่ 5 อีกแล้วหรือ มันน่าขายหน้าแค่ไหน มีใครอีกที่จะอาสาฆ่าพวกมัน เอาเลือดมันมาล้างความอับอายให้ข้า แล้วนี่..ข้าจะต้องส่งคนไปให้มันฆ่าอีกกี่คน..ฮะ"
จอกยีโบและคนอื่นๆก้มหน้านิ่งเงียบ
เนเมียว จอกยีโบ...ไอ้พวกเชลยไทยที่ค่ายวิเศษไชยชาญมีเท่าไหร่ เอาออกมาตัดหัวสังเวยศพ
พวกเราให้หมด เราจะฆ่าเชลยไทยทุกคนที่จับได้...จนกว่าข้าจะตีค่ายระจันแตก

สังข์กำลังหาทางเอาฆ้อนทุบกุญแจช่วยเชลยไทยที่ถูกขังอยู่อย่างระแวดระวัง ต่างกระซิบกระซาบกัน
เชลย 2 ถาม
"พวกมันแพ้แก่บ้านระจันอีกแล้วหรือ"
"ใช่...เพราะข้าส่งข่าวไปให้พวกระจันรู้เอง"
เชลย 3 บอก
"สาแก่ใจข้านัก ออกไปได้ ข้าจะไปช่วยบ้านระจันรบ"
สังข์มองเชลยที่สีหน้ามีความหวัง ด้วยรอยยิ้ม ทหารอังวะ 10 กว่าคนกรูเข้ามา เชลยมองตกใจ
เชลย 2 บอก
"พวกมันมาโน้นแล้วเร็วๆเข้า"
ทหารอังวะเห็นสังข์กำลังช่วยเชลยอยู่ก็วิ่งดาหน้ามาอาวุธครบมือ สังข์หันไปสู้ ทหารอังวะอีกพวกไปเปิดกรงกระชากเชลยออกไปนับสิบ
"เอาพวกมันไปตัดหัวให้หมด ต่อไปนี้เชลยไทเราไม่ต้องเอามาขังให้เปลืองข้าวอีกต่อไป"
ผัวเมียหลายคนถูกแยก พ่อลูก ต่างเรียกชื่อไขว่คว้ามือหากัน สังข์เข้าไปเตะถีบทหาร แต่ก็โดนรุม จนต้องหนีเอาตัวรอดก่อน มีเชลยไทย 2-3 คน วิ่งหนีตามสังข์ไปได้ เสียงกรีดร้อง เสียงการต่อสู้ เสียงยื้อยุดดังวุ่นวาย โกลาหล เชลยไทย ชาย หญิง เด็กหลายคนถูกกระชาก ลากออกไปอย่างทารุณ

แพเปลี่ยวริมฝังน้ำ หลังค่ายวิเศษไชยชาญ ยามเย็น สังข์ ถอดชุดอังวะฝังอยู่ เหลือแต่ผ้าเตี่ยว รีบพาเชลยไทยที่หน้าตาแตกลงน้ำหายไป
พวกอังวะเข้าไปฉุดเชลยไทยออกมาจากกรง ทั้งแทง ฟัน ปาดคอล้มตายลงอย่างไร้ความปรานี
สังข์ และเชลยไทยดำน้ำโผล่ขึ้นมาอีกฝั่งหนึ่งตรงข้ามค่ายวิเศษไชยชาญ หันกลับไปมองที่ค่ายอังวะ
เห็นพวกอังวะกำลังฟาดฟันเชลยไทยนอนตายทับถมกันเหมือนภูเขาอย่างน่าเวทนา ทุกคนสีหน้าเจ็บแค้น หลายคนน้ำตาไหลนองหน้า จะวิ่งออกไป สังข์รีบจับไว้
"อย่า...ออกไปก็ตายเปล่า เรายังมีหน้าที่ที่ต้องทำ"
สังข์กำหมัดแน่น น้ำตาไหลอาบแก้ม
"ไปสู่สุขคติเถอะเพื่อน ข้าสัญญา อีกไม่นาน ข้าจะตัดหัวพวกมันชำระแค้นให้"

ทัพกำลังเอาหญ้าให้อ้ายเลากิน ขาบควบม้ามาอย่างเร็ว บอกทุกคน
"กองสอดแนมของพ่อทองเหม็นบอกเห็นพวกทหารอังวะมาด้อมๆมองๆที่ท้ายทุ่ง"
ทัพบอก
"มันต้องมาดูลาดเลา เตรียมจะยกทัพอีก"

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 19/4 วันที่ 30 ม.ค. 58

ละครเรื่อง บางระจัน สร้างโดย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด
ละครเรื่อง บางระจัน บทประพันธ์ ไม้ เมืองเดิม
ละครเรื่อง บางระจัน บทโทรทัศน์โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกศ / ฟ้าฟื้น
ละครเรื่อง บางระจัน กำกับการแสดง พงศกร เมตตาริกานนท์, ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด
ละครเรื่อง บางระจัน แนว แอ็กชั่น-ชีวิต-ประวัติศาสตร์
ละครเรื่อง บางระจัน ออกอากาศทุกวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.15 น ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ

สายลับสามมิติ ตอนทีี่ 14 วันที่ 30 ม.ค. 58

อ่านละคร สายลับสามมิติ ตอนทีี่ 14 วันที่ 30 ม.ค. 58

“หมวด...หมวดปวัน...” เชนเพ้อเรียกหาปวัน
ปวันพักอยู่ในเซฟเฮาส์ เธอคิดถึงเชน...คิดถึงวันเวลาที่ได้ต่อสู้ด้วยกัน โดยเฉพาะคิดถึงวันที่เชนบอกความในใจว่า

“บางครั้งหน้าที่ความรับผิดชอบ ทำให้ผมไม่อาจทำตามหัวใจเรียกร้องได้...แต่ขอให้คุณรู้ไว้ว่า ในชั่วชีวิตหนึ่งของสายลับเชน จะมีรักแท้เพียงหนึ่งเดียว คุณรู้ใช่ไหมว่าเธอคนนั้นเป็นใคร”



เวลานั้นเธอเฉไฉทายว่าเป็นลินดา...แต่นาทีนี้

ปวันภาวนาน้ำตาคลอ...“ฉันหวังว่า...ฉันจะได้เป็นผู้หญิงที่โชคดีคนนั้น เป็นรักแท้ของสายลับเชน ถ้าคุณยังไม่ตายฉันจะถามว่า รักแท้ของคุณคือฉันใช่ไหม...แต่ฉัน...คงหมดโอกาสแล้ว...คุณไม่ต้องห่วง เชน หมวดปวันคนนี้จะสานต่อภารกิจกำจัดด็อกเตอร์อาทิตย์แทนสายลับเชนเอง!”

ปวันเปลี่ยนจากเศร้าเป็นฮึกเหิมขึ้นมา ลุกไปบอกตฤณอย่างห้าวหาญว่า เราไม่มีเวลาจะมานั่งเสียใจแล้ว เอาเวลามาแก้แค้นให้เชนดีกว่า ตฤณบอกว่าตนเป็นห่วงตังตังเพราะเชนไม่เพียงเป็นฮีโร่ในดวงใจของตังตัง แต่ยังเป็นเพื่อนแท้ในชีวิตจริงของตังตังด้วย ถ้าตังตังรู้ว่าเชนตายแล้วจะเป็นอย่างไร? ตฤณทั้งเสียใจเรื่องเชนและเป็นห่วงความรู้สึกของตังตัง...

ooooooo

ดร.อาทิตย์ให้อินทุกับสมุนเอาอาหารที่เป็นเนื้อสด มีเลือดติดอยู่หลายก้อนไปให้ไซล่าร์ที่ห้องพัก แต่ไปเรียกที่หน้าห้องก็เงียบกริบ

อินทุบอกให้วางอาหารไว้หน้าห้องจะได้รีบกลับ สมุนคนนั้นวางอาหารไว้ ประตูก็เปิดเอี๊ยดดดด...มันชะโงกเข้าไปดูพริบตานั้น มันถูกดึงหายเข้าไปในห้องแล้วประตูก็ปิดปัง! อินทุตกใจสุดขีดวิ่งเตลิดไปยังได้ยินเสียงสมุนคนนั้นร้องโหยหวนออกมา

อินทุไปรายงาน ดร.อาทิตย์ว่าไซล่าร์ลากลูกน้องเราเข้าไปกินเป็นๆ นารีกับลินดาตกใจร้องกรี๊ดอย่างหวาดเสียว แต่ ดร.อาทิตย์กลับหัวเราะ บอกว่า

“หึๆ ก่อนที่ฉันจะไปเอาตัวมันออกมาจากหนัง ฉันรู้อยู่แล้วว่าไอ้ไซล่าร์มันชอบกินของเป็นๆ ดิ้นได้ในปาก” ลินดายุว่าถ้ามีอะไรเกี่ยวกับไซล่าร์ให้เอานารีไป ถูกนารีด่าอีบ้า! ดร.อาทิตย์หย่าศึกว่า

“พอแล้วสาวๆ ไม่มีใครจะถูกมันเขมือบทั้งนั้นตราบใดที่เราเตรียมอาหารให้มันได้กินอิ่มทุก มื้อ ไซล่าร์มันก็เหมือนสัตว์ป่าจะล่าเฉพาะหิวเท่านั้น”

มิสเตอร์โอเคถามว่าหมายถึงเตรียมคนเป็นๆส่งไปให้มันเขมือบทุกวันหรือ ดร.อาทิตย์ไม่ตอบแต่หัวเราะหึๆในคอจนทุกคนอึ้ง สยอง มิสเตอร์โอเคพึมพำเบาๆ “คุณนี่มันไม่มีความเป็นคนแล้ว...ด็อกเตอร์อาทิตย์...”

ooooooo

จันทร์เจ้าพากังฟูกับตังตังกลับไปที่บ้านวันนี้ได้รับโทรศัพท์จากตฤณก็รีบ ยื่นให้ตังตังคุย ตังตังดีใจมากถามตฤณว่าตอนนี้อยู่ไหน เป็นอะไรหรือเปล่า พอตฤณบอกว่าตนไม่เป็นอะไร ตังตังก็ถามถึงคนอื่น

ตฤณอึ้งไปนิดหนึ่ง บอกตังตังไม่เต็มเสียงว่าหมวดปวันยืนอยู่ตรงนี้ มีจ่าเจี๊ยบกับอดีตผู้การธงทิวอยู่ด้วยไม่ต้องห่วง ตังตังถามทันทีว่าแล้วเชนล่ะ? ตฤณก็อึ้งพูดไม่ออก ตังตังขอคุยกับเชน ตฤณยิ่งอึกอัก ปวันจึงขอคุยกับตังตังเอง

ตังตังเอะใจร่ำร้องขอคุยกับเชน ปวันบอกให้ใจเย็นๆ บอกว่าเชนจากเราไปแล้ว ตังตังตกใจมาก ปวันยกย่องเชนว่า

“เชนเขาเสียสละชีวิตของตัวเองเพื่อช่วยให้พวกน้าหนีจากพวกด็อกเตอร์อาทิตย์มาได้ เชนเขาทำหน้าที่วีรบุรุษจนวินาทีสุดท้าย...”

“เชนยังไม่ตาย! เชนไม่มีทางตาย!! ไม่จริง!!!”

ตังตังวิ่งออกจากห้องไปอย่างไม่อาจทนฟังอะไรได้อีกแล้ว จันทร์เจ้าบอกปวันว่าไม่ต้องเป็นห่วงตนจะดูแลตังตังเอง แต่พอคุยถึงเชน จันทร์เจ้าก็ร้องไห้คร่ำครวญถึงเชนยิ่งกว่าตังตังเสียอีก

กังฟูออกไปหาตังตังพยายามหาเรื่องสนุกๆ ตลกๆ มาเล่ามาทายกันให้ตังตังหายเศร้าแต่ตังตังก็ยังเศร้า กังฟูเลยให้ตังตังเป็นคนทายบ้าง ตังตังถามว่าทำไมเชนถึงไม่ตาย?

กังฟูทายว่าเพราะเชนเก่ง เชนอึด ตังตังบอกว่าผิด เลยทายเหวี่ยงแหไปหมดทุกอย่างว่า เพราะเชนมีสมองถึก วิ่งเร็ว ยิงแม่น หลังคามุงกระเบื้อง ใส่เสื้อกันกระสุน เป็นมนุษย์กลายพันธุ์ ฯลฯ ตังตังบอกว่าผิดหมด กังฟูเลยยอม ตังตังเฉลยว่า

“เพราะเชนเป็นพระเอกไง พระเอกอย่างเชนไม่มีวันตาย ตราบใดฟากฟ้ายังมีแสงทองแห่งอุทัย พลังเกรียงไกรแห่งธรรมะ ย่อมชนะอธรรม!”

จันทร์เจ้ายังคุยกับตฤณ เห็นตังตังวาดรูปเล่นอยู่ที่สนามมีกังฟูนอนกินขนมอยู่ใกล้ๆ จันทร์เจ้าบอกตฤณว่าไม่ต้องห่วงให้ตังตังอยู่ที่นี่ พวกตฤณพร้อมเมื่อไหร่ค่อยมารับ ตนจะบอกตังตังเอง พอวางสายจากตฤณ จันทร์เจ้าก็บอกกล่าวเชนว่า

“เชนคะ ไม่ว่าตอนนี้ดวงวิญญาณของคุณจะอยู่ที่ไหน ขอให้รู้ว่าจันทร์เจ้าจะคิดถึงคุณตลอดไปค่ะจุ๊บ...”

จันทร์เจ้าจูบที่ฝ่ามือแล้วโบกไปบนทองฟ้าราวกับเห็นวิญญาณเชนลอยอยู่บนนั้น...

ooooooo

มิสเตอร์โอเคเดินกวนๆ กร่างๆ ไปที่ห้องขังลุงเจิดกับวิศวะและเชน สมุนที่เฝ้าอยู่หน้าห้องไม่ให้เข้า มิสเตอร์โอเคบอกว่าต้องเสียค่าผ่านประตูใช่ไหมเลยเอาทองสองแท่งมาโชว์แล้ว โยนให้มันไปแย่งกัน

พอสมุนทั้งสองวิ่งไปแย่งเก็บทอง มิสเตอร์โอเค หัวเราะร่าเดินผิวปากเข้าไปในห้องได้อย่างสบายๆ พอเห็นสภาพเชนในห้องขังก็เยาะเย้ยว่าสภาพของเชนนับจากนี้ไปอีกไม่เกิน 5 ชั่วโมงต้องหมดลมแน่

ลุงเจิดขอบใจประชดที่มาดูใจสายลับเชนคู่ปรับคู่แค้นของตัวเองเป็นครั้งสุด ท้าย เย้ยว่าดีใจที่ยืมมือไซล่าร์มาฆ่าเชนได้เพราะตัวเองไม่มีฝีมือ มิสเตอร์โอเคยถือ ภาษิตที่ว่าฆ่าได้หยามไม่ได้ ประกาศว่าคนอย่างตนรักเอง เกลียดเอง ฆ่าเองไม่เคยยืมมือใคร แล้วโยนถุงให้พร้อมกับน้ำสองขวด

วิศวะมองอย่างระแวง แต่พอเปิดดูเห็นเป็นยาต่างมองกันอย่างดีใจ มิสเตอร์โอเคบอกให้รักษาเชนให้หายอย่าให้ตาย “เพราะมันกับฉันยังมีแค้นที่ต้องชำระ ไอ้เชนมันจะตายด้วยมือใครไม่ได้เด็ดขาด นอกจากมิสเตอร์โอเคคนเดียวเท่านั้น!”

พอมิสเตอร์โอเคเดินผิวปากออกไป ลุงเจิดถามวิศวะว่า ตกลงไอ้หมอนี่มันบ้าหรือเป็นสุภาพบุรุษกันแน่

“มันจะเป็นอะไรก็ช่าง ผมรู้แต่ว่าเชนรอดแล้ว” ทั้งสองมองเชนอย่างมีความหวัง

เชนปรือตามองตามมิสเตอร์โอเคไป แม้จะไม่มีแรงพูด แต่รับรู้ถึงน้ำใจของศัตรูตลอดกาลของตัวเอง...

ooooooo

มิสเตอร์โอเคไม่โอเคกับการกระทำของ ดร.อาทิตย์ แต่ไม่บุ่มบ่ามรอเวลาที่โอเคก่อนค่อยจัดการ แต่พอเดินมาเห็นลินดานั่งแต่งหน้าทาเล็บก็สมเพชเยาะเย้ยว่า

“ฉันอยากให้เธอเห็นอดีตของเธอเหลือเกินลินๆๆดา ว่ามันยอดเยี่ยมขนาดไหน ตอนที่เธอต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับไอ้สายลับเชน เธอคือแม่ยอดหญิง ผิดกับตอนนี้ ที่เธอเป็นแค่นางนกต่อสวะๆ ที่ด็อกเตอร์อาทิตย์เลี้ยงไว้ข้างกายเพื่อเป็นเสี้ยนหนามทิ่มตำคู่อริไปวันๆ หาได้มีอุดมการณ์ไม่”

ผลคือถูกลินดาตบเพียะ แต่เธอถูกมิสเตอร์โอเคจับทุ่มบอกว่าเผื่อลูกทุ่มของตนจะช่วยรื้อฟื้นความจำได้บ้าง

ได้ผลจริงๆ! พอตกกระแทกพื้นลินดารู้สึกเจ็บแปล๊บที่หัว ภาพในอดีตที่เคยต่อสู้ร่วมกับเชนแว้บๆ ขึ้น แม้ไม่ปะติดปะต่อ แต่พอหายงง ก็ถามตัวเองว่า

“ฉันเป็นบ้าอะไรเนี่ย อยู่ๆก็เห็นภาพตัวเองอยู่กับไอ้สายลับเชน ฉันเคยเป็นพวกเดียวกับมันหรือ”

ส่วนเจนจิราพอหลุดจากการถูกสะกดจิตก็ยังทำตัวกลมกลืนไปกับพวก ดร.อาทิตย์ เธอกลับไปที่สมายล์ ทีวี จึงรู้ว่าตัวเองถูกปลดจากพิธีกรแล้ว มีคนใหม่มาแทนรูปแบบเนื้อหาของรายการก็เปลี่ยนเป็นเรื่องความสวยความงาม แทนการเสนอประเด็นที่เป็นปัญหาในสังคม

เมื่อเจอบารมี เขาปลอบใจว่าตนกำลังจะทำรายการใหม่โดยมีเธอเป็นพิธีกรคู่กัน เป็นรายการแนวศัลยกรรมเปลี่ยนชีวิตขายตรงคลินิกของตน คิดว่าภายในอาทิตย์นี้เขาคงตอบตกลง เจนจิราทำทีสนใจแต่ขอเวลาคิดดูก่อนแล้วจะให้คำตอบ แล้วขอไปเข้าห้องน้ำก่อน

เจนจิราแอบโทรศัพท์ไปหาตฤณถามที่อยู่ของเขาแล้วหลบออกไปทางประตูลานจอดรถ บารมีเห็นเธอไปเข้าห้องน้ำนานผิดปกติไปยืนชะเง้อหา แต่เจนจิราหนีออกไปแล้ว

พอไปเจอตฤณที่หน้าเซฟเฮาส์ เจนจิราโผกอดตฤณร้องไห้ระบายความอัดอั้นที่ถูกถอดออกจากพิธีกรทั้งที่ตนทำงานอย่างทุ่มเทตลอดมา

ปวัน จ่าเจี๊ยบและธงทิวโผล่มาเห็นเจนจิรา ปวันไม่พอใจถามว่าใครบอกพิกัดให้เจนจิรามาที่นี่เพราะเธอถูกสะกดจิตอยู่ ตฤณพยายามจะอธิบายแต่ปวันไม่เปิดโอกาส ต่อว่าตฤณอย่างรุนแรง เจนจิราบอกว่าตนหายแล้ว หายด้วยความรักของตฤณ ตฤณดีใจที่เจนจิราเห็นความรักของตนยื่นมือไปกุมมือเธอและโผกอดกัน

ปวันเห็นภาพนั้นก็คิดถึงเชนจับใจ หันเดินกลับเข้าเซฟเฮาส์ จ่าเจี๊ยบป้องปากพูดเบาๆว่า

“ชัวร์เลยเนี่ย หมวดคงคิดถึงเชน”

ปวันเดินไปนั่งเศร้าๆ เหงาๆ มองท้องฟ้าที่เวิ้งว้างรำพึงน้ำตาร่วง...

“เชน ฉันอยากให้ความรักของฉันสร้างปาฏิหาริย์ทำให้คุณฟื้นกลับมาได้บ้าง”

ooooooo

แล้วโอกาสก็เป็นของคนที่ช่วงชิง เมื่อคนของดร.อาทิตย์เอาอาหารมาให้ที่ห้องขัง วิศวะเห็นโทรศัพท์โผล่มาที่กระเป๋าหลังกางเกงของมัน วิศวะก็ใช้อุบายฉกเอามา แล้วแอบโทร.หาตฤณบอกที่อยู่ของพวกตน

สมุนที่ถูกฉกโทรศัพท์รู้ตัวตอนกลับไปแล้วรีบกลับมาหาที่หน้าห้องขังหาว่า วิศวะแอบเอาไป พอมันเหลือบเห็นโทรศัพท์ตกอยู่ด้านนอกห่างจากกรงขังมันรีบไปเก็บ

“เป็นไงวะ ส่งไปครบถ้วนกระบวนความนะ” ลุงเจิด เอ่ยกับตฤณอย่างโล่งใจ

เวลาเดียวกันที่เซฟเฮาส์ ทั้งตฤณ เจนจิรา จ่าเจี๊ยบ และธงทิว กำลังคุยกันถึงเชน พวกเขาปลอบใจเจนจิราที่รำพึงรำพันถึงเชนผู้ชายที่แสนดีต้องจากไปนั้น ตฤณก็ปลอบให้กำลังใจว่าเราจะสานต่อภารกิจของเชนต่อไป จะต้องจับ ดร.อาทิตย์กับพวกมาชดใช้ความผิดให้ได้

ทันใดนั้นตฤณก็ได้รับข้อความจากวิศวะ เขาบอกทุกคนอย่างดีใจสุดๆว่า “ไอ้วิศวะส่งเมสเสจมา มันกับลุงเจิดถูกด็อกเตอร์อาทิตย์จับตัวไป แต่มันไม่ได้ถูกจับไปแค่สองคนมีอีกคนถูกจับตัวไปด้วย” ตฤณเล่าอย่างตื่นเต้นมาก

ตฤณรีบไปบอกปวัน เธอดีใจมากถามว่าแล้วเชนอยู่ที่ไหน

หลังจากดูรูปที่วิศวะถ่ายทั้งภายในและภายนอกมูลนิธิที่ขังพวกตนส่งมาให้ ตฤณรู้ว่าพวกเขาถูกขังอยู่ภายในบริเวณมูลนิธิของ ดร.อาทิตย์ ปวันบอกว่าตนเคยเข้าไปในนั้นมาแล้ว จากรูปภาพทุกคนรู้ว่าลุงเจิดกับวิศวะกำลังรักษาเชนที่บาดเจ็บอยู่ ปวันเร่งให้รีบไปช่วยพวกเขาออกมา

“งั้นลงมือเลยหมวด หมวดเคยเข้าไปในมูลนิธิของมันแล้ว วาดพิมพ์เขียวรังลับของมันออกมา เราจะได้วางแผนบุกถ้ำโจรกัน” ธงทิวสรุป

หลังจากวางแผนร่วมกันอย่างเร่งรีบแล้ว จ่าเจี๊ยบนำเสื้อกันกระสุน อาวุธและระเบิดควัน มาวางไว้พร้อมสำหรับทุกคน ทั้ง 5 ยื่นมือออกไปจับกันมองหน้ากันอย่างพร้อมจะลงมือ!

ooooooo

เหมือนสิ่งมหัศจรรย์ปรากฏต่อหน้า เมื่อเชนลุกขึ้นนั่งได้ เชนขอบคุณลุงเจิดและวิศวะที่ช่วยกันรักษาจนตนมีวันนี้ได้

ทันใดนั้น ทุกคนชะงักเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินมา ทุกคนแยกย้ายกันไปอยู่ในสภาพเดิม เชนยังนอนหมดสติอยู่ ส่วนลุงเจิดกับวิศวะทำเป็นยังนอนไม่ตื่น ครู่เดียวอินทุกับนารีก็มาถึง มันเอาลุงเจิดกับวิศวะออกไป แล้วมองเชนอย่างสงสัยว่าทำไมยังไม่ตาย

“ด็อกเตอร์ก็น่าจะส่งมันให้ไอ้ไซล่าร์เขมือบไปให้รู้แล้วรู้รอด ไม่รู้จะเก็บมันทำไม” นารีบ่น

พอพวกมันลากลุงเจิดกับวิศวะออกไปแล้ว เชนลุกนั่งคำราม “ไอ้ด็อกเตอร์อาทิตย์!”

สมุนคนหนึ่งถูกอินทุสั่งให้เอาอาหารไปให้ไซล่าร์ เขาเห็นเนื้อที่ให้ไว้วันก่อนยังอยู่เอะใจว่ามันไม่ได้กินเนื้อ แต่มองดูที่หน้าห้องขังมีทั้งรองเท้า เข็มขัด และนาฬิกา จำได้ว่าเป็นของเพื่อนที่หายตัวไป มันวางอาหารไว้หน้าห้องแล้วเผ่นแน่บ

ดร.อาทิตย์ให้เอาตัวลุงเจิดกับวิศวะมาเพื่อให้ไปผลิตปืนซุปเปอร์ซันที่เคยทำ ให้แต่ยังไม่ครบตามที่สั่ง ดร.อาทิตย์ขู่ว่าถ้าไม่ทำตนก็จะทำให้ตายตามเชนไป ลุงเจิดแข็งข้อจนเกือบถูกทำร้าย วิศวะรีบรับปากว่าจะทำให้ ดร.อาทิตย์สั่งภายใน 10 วันต้องทำให้ได้ร้อยกระบอก

ขณะนั้นเอง นารีกับอินทุเข้ามารายงานว่าเชนยังไม่ตายขืนปล่อยไว้สักวันอาจหวนกลับมาเล่น งานพวกเรา ดร.อาทิตย์จึงสั่งให้ไปเอาตัวมา ลุงเจิดกับวิศวะเป็นห่วงเชนแต่ก็จำต้องทำเฉยไว้เดินตามพวกมันไปยังห้อง ประกอบอาวุธ

เชนถูกลากตัวมา ดร.อาทิตย์เหยียบกระทืบไปที่บาดแผลจนเชนร้อง ทำให้เชนทนไม่ได้ แล้วกล่อม

“พลังศรัทธาในตัวแก สามารถช่วยชีวิตแกไว้ได้นะ ฉันจะให้โอกาสแกได้ใช้มัน ถ้าแกเลือกที่จะศรัทธาฉัน รับใช้ ดร.อาทิตย์ผู้ยิ่งใหญ่ฉันจะไว้ชีวิตแก สนไหม หึๆๆ”

“ตราบใดฟากฟ้ายังมีแสงทองแห่งอุทัย พลังเกรียงไกรแห่งธรรมะย่อมชนะอธรรม” เชนกัดฟันพูด ลินดาได้ยินประโยคนี้ก็รู้สึกเหมือนถูกไฟสปาร์กที่หัวจนเธอยกมือจับหัวไว้ แต่ไม่มีใครสนใจเพราะมัวแต่ดูเชนอยู่

ดร.อาทิตย์สั่งลูกน้องจัดการจับเชนมัดแขวนไว้ข้างบน มิสเตอร์โอเคขัดขึ้นว่า เรื่องทรมานสายลับเชนเป็นหน้าที่ของตนที่เป็นคู่แค้นของสายลับเชนโดยตรง แล้วคว้าเชือกพันเป็นห่วงเดินหน้าเหี้ยมเข้าหาเชน

ooooooo

วันลุยเปิดฉากแล้ว! ปวัน ตฤณ เจนจิรา ธงทิว และจ่าเจี๊ยบ แยกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกมีปวัน ตฤณ และเจนจิรา กลุ่มที่สองมีธงทิวและจ่าเจี๊ยบ ทั้งสองกลุ่มแยกกันปฏิบัติการตามแผนอย่างรวดเร็ว

พวก ดร.อาทิตย์ที่ไม่ทันรู้ตัว ถูกเก็บเงียบและยิงร่วงเปิดทางเข้าสู่ห้องเป้าหมายเงียบกริบ ธงทิวกับจ่าเจี๊ยบกลิ้งกระป๋องควันเข้าไปแล้วยิงพวกที่เฝ้าอยู่หน้าห้อง 4 คนร่วง จากนั้นทั้งสองก็แหวกม่านควันเข้าไปจนถึงห้องประกอบปืน

“ในที่สุด...เขาก็มากับควัน!!” ลุงเจิดอุทานทึ่งเมื่อเห็นธงทิวกับจ่าเจี๊ยบเข้ามา ธงทิวเร่งให้ทั้งสองตามตนไป

มิสเตอร์โอเคที่อาสาจะเป็นคนจัดการเชน มัดเชน หลวมๆ มีเงื่อนกระตุกไว้ให้เชนเพื่อกระตุกปล่อยตัวเอง เสร็จแล้ว ดร.อาทิตย์บอกเชนว่า ให้คิดไตร่ตรองจนกว่าเชนจะพูดว่า “ขอรับใช้ฉันไปตลอดชีวิต” ถ้าไม่ ร่างพรุนแน่ แล้วสั่งทุกคนเตรียมพร้อม ตนจะนับถอยหลัง พอถึงศูนย์แล้วเชนยังไม่พูดก็ยิงเจาะร่างให้พรุนไปเลย

ที่นอกห้อง ปวัน ตฤณ และเจนจิรา แอบย่องมาถึงพอดี เห็นเชนถูกมัดห้อยอยู่ข้างบน และ ดร.อาทิตย์ก็เริ่มนับถอยหลังพอ ดร.อาทิตย์นับถึงศูนย์ ปืนทุกกระบอก ก็ระดมยิงใส่เชนทันที วินาทีนั้นเชนกระตุกเชือกที่มัดมือปล่อยตัวเองร่วงลงมาทิ้งย่อที่พื้นอย่าง สวยงาม แล้วลุกขึ้นประกาศอย่างเท่

“คุณธรรมปกป้อง คุ้มครองผู้บริสุทธิ์ หยุดเหล่าร้าย สายลับเชน!! ฉลาดก็เท่านั้น หล่อก็เท่าโน้น...”

“ไอ้สายลับ...แกเล่นละครตบตาฉัน!” ดร.อาทิตย์คำราม

“หึๆ เสียใจด้วยนะด็อกเตอร์ เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือพสุธายังมีเชนผู้ผดุงคุณธรรม อย่าหวังเลยว่าด็อกเตอร์จะเป็นคนเลวที่ยิ่งใหญ่ได้ ตราบใดที่มียังสายลับเชนคนนี้อยู่บนโลก”

“ฆ่ามัน!” ดร.อาทิตย์ตะโกน แต่พวกมันยังไม่ทันยิง มิสเตอร์โอเคก็กราดยิงใส่สมุนตายไปหลายคนพร้อมกับโยนปืนสั้นให้เชนกระบอก หนึ่ง เชนยิงสู้กับพวก ดร.อาทิตย์ เป็นจังหวะที่ปวัน ตฤณ และเจนจิราเข้ามาช่วยพอดี

“ไอ้มิสเตอร์โอเค แกทรยศฉัน!” ดร.อาทิตย์ตะโกนลั่น

“ซอร์รี่ด็อกเตอร์ เมื่อมิสเตอร์โอเค ไม่โอเคกับยู กระพ้มก็อยู่ร่วมขบวนการเดียวกับยูไม่ได้ ยูมันโลภ เลว ไร้คุณธรรม ผู้ร้ายในหนังยังมีคุณธรรม น้ำมิตร มีน้ำใจต่อคู่ต่อสู้ แต่ทำไมผู้ร้ายในชีวิตจริงมันช่างไม่มีอะไรดังที่กล่าวมานี้เลย โอเคเลยต้องโบกมือลาแอนด์กู๊ดบายด็อกเตอร์...อ๊ากกก!!”

ลินดาพรวดมาพา ดร.อาทิตย์หนีไปอีกทางทิ้งให้นารี อินทุ กับเหล่าสมุนยิงสู้กับพวกเชน อินทุถูกยิงที่ไหล่พอลุกจะวิ่งหนีก็ถูกธงทิวสอยร่วง นารีระดมยิงจนกระสุนหมดเลยลุกขึ้นขว้างมีดบินใส่พวกตฤณ แต่ทุกคนหลบได้หมด ลุงเจิดหันไปคว้าท่อนเหล็กเหวี่ยงปัดมีดที่นารีขว้างมา มีดถูกปัดหันกลับพุ่งปักอกนารีอย่างจังจนเธอตายคาที่

ooooooo

ลินดาพา ดร.อาทิตย์หนีไปที่ห้องพักไซล่าร์ เรียกไซล่าร์ออกมาจัดการสายลับเชน แต่ปรากฏว่าประตูห้องไซล่าร์ถูกกระแทกแตกเป็นเสี่ยงๆ ภายในห้องมีกองเนื้อที่ไม่ได้กินกองอยู่ ลินดาได้ยินเสียงหายใจของมันบอกด็อกเตอร์ว่ามันอยู่แถวนี้

อ่านละคร สายลับสามมิติ ตอนทีี่ 14 วันที่ 30 ม.ค. 58

ละครสายลับสามมิติ บทประพันธ์โดย : สีชาติ
ละครสายลับสามมิติ บทโทรทัศน์โดย : เบญจมาส / ฝนพรำ / วรรณพร / ศักดิ์ชาย
ละครสายลับสามมิติ กำกับการแสดงโดย : เป้า-ตระกูล อรุณสวัสดิ์
ละครสายลับสามมิติ ผลิตโดย : บริษัท ชลลัมพี โปรดักชั่น จำกัด
ละครสายลับสามมิติ ควบคุมการผลิตโดย : ณฐนนท์ ชลลัมพี
ละครสายลับสามมิติ ออกอากาศทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ

บางระจัน ตอนทีี่ 19/3 วันที่ 30 ม.ค. 58

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 19/3 วันที่ 30 ม.ค. 58

"ข้า แยจออากา นายทัพเรือ ท่านแม่ทัพเนเมียวสีหบดีได้มอบหมายให้ข้านำทหารไปขยี้ชาวบ้านระจัน ที่กล้าตั้งค่ายปล้นกองเสบียงอาหารของพวกเรา ข้าจะมาเอาชัยชนะไปมอบให้แก่ท่านเนเมียวสีหบดี"
จอกยีโบอ่านสาส์นที่ทหารนำมาให้ มองแยจออากาอย่างผู้มีประสบการณ์...จึงเตือน

"ข้ายินดีจะจัดกองทหารตามท่านสั่ง แต่ขอให้ท่านอย่าปรามาสฝีมือชาวบ้านไท จงรบอย่างรัดกุมอย่าชะล่าใจ ชาวบ้านระจันมันไม่ใช่กองโจรที่เราจะประมาทฝีมือได้ เราแพ้มันมาถึงสี่ครั้งแล้ว"
แยจออากาสีหน้าลำพองตน


ท่ามกลางทหารอังวะที่ยืนยามรักษาการณ์รอบกระโจมที่ประชุม สังข์ที่ยืนปนอยู่ในกลุ่มยาม
ขุนสรรเล็งปืนเป็นตัวอย่างให้ทุกคนดู ทัพและเพื่อนๆ ยืนฟังอย่างตั้งใจ

"อาวุธปืน...คือการรบที่ไม่ต้องประชิดตัว ปืนกับฝีมือเล็งที่แม่นยำจะช่วยให้เราชนะง่ายขึ้น เอา...ทุกคนพร้อม ประทับ ยิง"
ทัพซ้อมยิงปืนกับกลุ่มชายฉกรรจ์ ตามที่ขุนสรรค์สั่ง ทุกคนยิงพร้อมกัน ทัพลดปืนลงช้าๆ
"ข้าจะเล็งที่หัวนายกองอังวะทุกคน" ทัพว่า
จันเขียวบอก
"ฝีมือดาบอาทมาตบนหลังม้าของพวกเอ็งก็ไม่เป็นรองใคร"
"ปืนยังหายาก รบครั้งหน้าเราต้องยึดปืนมันให้ได้มากที่สุด"
ฟักบอก
"พวกเราจะฝึกซ้อมกันทุกวัน ฝึกให้ทุกคนที่นี่ด้วย"
"ดี แต่อาวุธจะดีแค่ไหน ก็ไม่สำคัญเท่ากับความสามัคคี จะรบก็ต้องรบให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน" จันเขียวว่า
"พวกอังวะมันเปลี่ยนนายกองคุมทัพมาสู้ไม่หยุดหย่อน มันคงคิดว่าเราแค่หยิบมือจะย่ำยียังไงก็ได้" ขาบบอก
"ตราบใดที่เรายังรักกัน สามัคคีกันรบ มันคงเอาชนะเรายาก....เราต้องสามัคคีกันอย่างพ่อจันเขี้ยวบอก"
ทัพบอกด้วยแววตาเชื่อมั่น

บริเวณลานซ้อมดาบ ทองแสงใหญ่ / ทองเหม็น / จันหนวดเขี้ยว / กำลังซ้อมดาบให้แฟง สไบ และหญิงชาวบ้าน
แฟงกับสไบ สองคนสู้กันด้วยฝีกมือว่องไว ผลัดกันรุกผลัดกันรับ อย่างตื่นเต้น
แฟงฟาดดาบลงไป สไบเหนื่อยสู้แรงแฟงไม่ไหว ถอยหลัง เซ แฟงหยุด.... ทองเหม็นยืนมองพอใจมาก
"ฝีมือดาบของเอ็งสองคนเก่งเกินหญิง ผู้ชายคนไหนประมาท ไม่มีเอาชนะเอ็งได้ ไป.. ไปพักก่อนได้" ทองเหม็นบอก
"สไบออมมือให้ฉันตะหากพ่อทองเหม็น"
สองคนเก็บดาบ มาเอาน้ำลูบเนื้อลูบตัว
"ข้าศึกมันต้องบุกมาอีกแน่ๆ เราต้องพร้อมไว้ทุกเมื่อ" แฟงว่า
"เรื่องศึก เราพร้อมรบ ไม่มีถอย ห่วงก็แต่จวง ป่านนี้ยังโศกเรื่องพี่สังข์" สไบบอก
" เฮ้อ .. ฉันก็สุดปัญญาจะขอร้องพี่ทัพแล้ว ดื้อ รั้น"
สไบอมยิ้ม มองแฟง
"จริงๆนะ สไบ พี่ทัพน่ะหัวดื้อที่สุด ฟังใครซะที่ไหน"
"ก็เหมือนแฟงนั่นแหละ"
"ฮื้อ ไม่เหมือนสิ ฉันไม่เหมือนพี่ทัพ อย่ามาหาว่าฉันเหมือนคนดื้อพรรค์นั้น ไม่เอาละ ฉันไปหาจวงดีกว่า"
แฟงเขิน เดินออกไป สไบยิ้มมองตามขำที่แฟงพยายามเถียงทั้งๆที่เป็นความจริง

จวงนั่งกอดเข่า น้ำตาซึม แฟงเดินมาใกล้
"จวง"
"พี่สังข์จะเป็นตายร้ายดียังไง ก็ไม่รู้ แฟง"
จวงพูดแล้วน้ำตาหยด แฟงโอบกอดจวงไว้
"ที่นี่มีจวง พี่สังข์ต้องกลับมา"
"พี่ทัพไม่ไปตามพี่สังข์ เค้าตัดเพื่อนกันได้จริงๆ"

จวงส่ายหน้า ไม่อยากจะเชื่อ แฟงโอบกอดเพื่อนไว้ด้วยความเศร้าเหมือนกัน
ทัพ ขาบ และเพื่อนๆนั่งวางแผนอยู่กับพ่อค่ายทั้ง10 ท่าทางทุกคนตื่นเต้น จริงจัง

"พวกอังวะมันส่งกองทหารทัพใหม่ขึ้นมาบุกเราแล้ว" ทัพบอก
พันเรืองถาม
"คราวนี้มันยกกันมาเท่าไหร่"
"คงไม่น้อยกว่าคราวก่อน ประมาณพันคน"
"มันจะมากี่พันกี่หมื่นคน เราก็ไม่มีวันถอย แผ่นดินนี้เป็นของเรา ข้าไม่มีวันยอมให้มันมาย่ำเป็นรอยง่ายๆดอก"
จันเขี้ยว บอก
"คราวนี้คงจะหนักขึ้นกว่ารบครั้งก่อนแน่ และถ้าเราชนะ มันก็จะส่งกองทหารมาเพิ่มขึ้น เรื่อยๆเป็นแน่ "
"เพื่อความไม่ประมาท..ข้าเห็นว่าน่าจะให้ผู้หญิงคอยฝึกดาบไว้ อย่างน้อยก็เอาไว้ช่วย ตัวเองก็ยังดี" โชติว่า
ทองแก้วบอก
"ข้าก็เห็นพ่อทองเหม็นกับพ่อทองแสงใหญ่ได้ฝึกซ้อมดาบให้พวกผู้หญิงไว้ไม่น้อย พวกเขาคงอยากออกรบร่วมกับพวกผู้ชายเหมือนกัน"
"เวลานี้...ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็ต้องสู้เอาตัวรอดกันไว้ทั้งนั้น ยามคับขันเราอาจพึ่งให้พวกผู้หญิงเป็นกองหลังไว้ก็ดี จะได้เอาไว้หลอกขู่พวกอังวะว่าคนในค่ายของเราก็มีไม่น้อยกว่าพวกมัน"
ทองเหม็นบอก
"เรากลับไปลับดาบไว้ให้คมเถิด อีกไม่เกินสองวันมันคงมาถึงบ้านขุนโลกแน่ เราต้องหาทางสกัดไม่ให้มันยกข้ามคลองสะตือมาได้โดยเด็ดขาด"
สีหน้าแววตาทุกคนมุ่งมั่น ทัพเป็นจุดสนใจเดียวของทุกคน เพราะกำลังบอกเรื่องสำคัญกับการรบครั้งต่อไป

วันใหม่ เสียงกลองศึกดังก้องเป็นสัญญาณ ทัพ กับ ขาบบนหลังม้าเป็นกองหน้า เคียงข้างขุนสรรค์กรมการและนายจันหนวดเขี้ยว
พันเรือง / ทองเหม็น / ทองแสงใหญ่ / โชติ / อิน / เมือง/ ทองแก้ว / ดอกไม้ ยืนส่งอยู่กับพระธรรมโชติ
ทัพนำนักรบทั้งบนหลังม้า และเหล่าชายฉกรรจ์พลเดินเท้าที่เตรียมพร้อม นักรบบ้านระจันทุกคนสีหน้าฮึกเหิม
"พวกข้านักรบชาวเมืองสิงห์ สรรค์บุรี ทั้งวิเศษไชยชาญ และสุพรรณที่ร่วมใจกันสู้ศึก พลีชีวิตให้แก่ชาติ รวมเรียกว่า ชาวค่ายบ้านระจัน ไทยกอดคอไทยน้ำตาหลั่ง ตายเถิด จะตายเมื่อไหร่ก็ได้ ตายแทนชาติ"

แฟง เฟื่อง จวง สไบ และหญิงชาวบ้านในชุดตะเบงมาน เลิกทำกับข้าว หันมาฟันดาบกันอย่างเอาเป็นเอา
ตาย คนแก่กับเด็กนั่งลุ้น ส่งเสียงดังลั่น
แฟงควงดาบสองมือ แววตาเด็ดเดี่ยว ไม่กลัวตาย สไบก็สู้สุดฤทธิ์ สีหน้าของทุกคนพร้อมจะเป็นกองหนุนในการออกรบ

ทัพเตรียมเคลื่อนกำลัง
"บ้านใคร ใครก็รัก เมื่อชาติอื่นภาษาอื่นมาข่มเหงจนถึงบ้าน จะให้หนีไปไหน จะให้ทิ้งเหย้าที่เคยอยู่ ทิ้งลูกเมียให้ศัตรูเข้าครองชมเชยหรือ"
แววตาชาวบ้าน ในค่ายที่พากันอุ้มลุกจูงหลาน พากันมองด้วยความปลื้มปิติ
"ปู่ย่าที่กราบไหว้ทุกวัน จะให้มันข้ามกรายเหมือนทาสเยี่ยงนั้นหรือ อย่า"
หลวงพ่อธรรมโชติยืนมองด้วยจิตภาวนา ส่งพลังใจให้แก่นักรบ
"ถึงบ้านระจันจะเหลือผู้ชายอีกเพียงคนเดียว..ก็จะไม่มีวันถอย คนอย่างพวกกูจะไม่ยอมเสียชาติเกิด"
เสียงโห่ร้องของเหล่านักรบที่เดินออกมาด้วยกันตะโกนก้อง
"ชาวระจันสู้ตาย.....ชาวระจันสู้ตาย.....ชาวระจันอย่าถอย"
ประตูระเนียดค่ายเปิดออก ทุกคนโห่ร้องเสียงดังก้องไปทั้งค่าย ทัพนำขบวนทั้งหมดออกไป กองปืนขุนสรร และกองดาบพ่อจันหนวดเขี้ยวตามออกประตูไป

พ่อค่ายที่เหลือยืนมองตามอย่างเป็นห่วง พระอาจารย์ธรรมโชติที่มองนิ่งสวดภาวนาตลอดเวลา
กองทัพแยจออากาเคลื่อนมาอย่างยิ่งใหญ่เต็มทุ่ง กำลังจะข้ามลำน้ำ ในป่า กองทหารม้าทัพ และชาวระจันซุ่มอยู่ อีกด้านหนึ่งเห็นจันเขี้ยวกับขุนสรรและชาวระจันอีกกลุ่มซุ่มคอยเวลาอยู่ เหมือนกัน

จันเขี้ยวให้สัญญาณ "บางระจัน...รบ"
ทุกคนวิ่งกรูออกไป ทัพชูดาบสั่ง
"บางระจัน...สู้ตาย"
ทัพควายม้านำออกไป คนอื่นๆควบตาม

ฝั่งน้ำเดียวกัน พวกทัพนำกองทัพม้าระจันกรูกันออกมาจากราวป่า ตรงเช้าล้อมกองทัพอังวะให้ติดอยู่กลางน้ำ จันหนวดเขี้ยว / ขุนสรรค์ / ทัพ และกองทหารม้าอีกกลุ่ม วิ่งออกมาดักหน้าอยู่บนตลิ่งอย่างห้าวหาญ

แยจออากา ยืนม้ามองอย่างทระนง ชักดาบออก
"ข่าวทัพเรารั่วให้พวกระจันรู้เสียแล้ว ทหาร...ฆ่ามันให้หมด"
กองทหารอังวะวิ่งบุกเข้าหากองทัพระจันทันที
กองปืนขุนสรรต่างระดมยิงเข้าสกัด ม้าอังวะหลายตัวถูกยิงล้มลงตายอยู่กลางน้ำ นายจันหนวดเขี้ยวชูดาบวิ่งกรูลงน้ำไปฟันกับอังวะ ตะลุมบอนกันอุตลุด
ทัพควบม้าลุยน้ำเข้าฟันอังวะอย่างไม่ปรานี กองทหารทั้งสองฝ่ายดาหน้าเข้ารบกันอย่างดุเดือดเต็มละน้ำ
แยจออากาปะทะกับนายจันหนวดเขี้ยว ทหารอังวะเสียทีถูกฆ่าตายลงมากมาย แยจออากาเห็นสู้ไม่ได้ชักม้าหนี ขุนสรรได้ทีวิ่งไล่ยิงจนแยจออากาตกม้าจมน้ำ
จันเขี้ยวตามเข้าไปฟันซ้ำ....เห็นจันหนวดเขี้ยวยืนมองศพแยจออากาเด่นเป็น สง่าอยู่ท่ามกลางสายน้ำที่แดงฉาน แล้วร่างของแยจออากาค่อยๆจมน้ำหายไป

ใจนอนหลับอยู่ เห็นภาพทัพที่เคยช่วยใจช่วยไว้ครั้งแรก, ใจเห็นทัพถูกลูกดอกอาบยาของจอกยีโบ
ใจที่ช่วยห้ามทุกคนไม่ให้ดึงลูกดอกออกจากทัพ, ใจถูกสังข์ชกต่อย ถูกสายตาทุกคนสงสัย, สไบด่าว่าใจ ตอนที่ดอกรักถูกฆ่า , จอกยีโบยิงใจ
ใจสะดุ้งเฮือก ลุกขึ้น เหงื่อแตกทั้งร่าง
เสียงกลองสัญญาณตีดัง ใจเปะปะลงจากเรือนอย่างเร็ว

เสียงกลองดังต่อเนื่องมา แฟง / เฟื่อง / จวง / สไบ / หญิงชาวบ้าน กำลังซ้อมดาบตามที่ครูชายแก่ที่ออกรบไม่ไหวสอนอยู่พากันชะงัก
"พวกไปรบกลับมาแล้ว"
ผู้หญิงทั้งหมดรีบวิ่งออกไปหน้าค่ายอย่างรวดเร็ว แฟงยืนนิ่ง จวงจะวิ่งไปหันมามอง
"ไม่ไปหรือแฟง"

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 19/3 วันที่ 30 ม.ค. 58

ละครเรื่อง บางระจัน สร้างโดย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด
ละครเรื่อง บางระจัน บทประพันธ์ ไม้ เมืองเดิม
ละครเรื่อง บางระจัน บทโทรทัศน์โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกศ / ฟ้าฟื้น
ละครเรื่อง บางระจัน กำกับการแสดง พงศกร เมตตาริกานนท์, ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด
ละครเรื่อง บางระจัน แนว แอ็กชั่น-ชีวิต-ประวัติศาสตร์
ละครเรื่อง บางระจัน ออกอากาศทุกวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.15 น ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ

บางระจัน ตอนทีี่ 19/2 วันที่ 30 ม.ค. 58

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 19/2 วันที่ 30 ม.ค. 58

อูทินสุดจะบังคับถามอะไรได้ หยุดคิด แล้วเดินมาถามอีกคำถาม
"อองนาย เพื่อนข้า ..ไอ้ใจ มันเป็นหรือตาย"
สังข์มองอูทิน เห็นแววตาเป็นห่วงวูบนึงของอูทิน
"สยาบอกว่ายิงมันด้วยมือตัวเอง"

"มันเจ็บหนัก ไม่ตายก็เหมือนตาย"
อูทินฟาดแส้ลงไปที่พื้นอย่างระบายความโกรธ สังข์มองอย่างสังเกตว่าอูทินก็ยังเป็นห่วงใจ


ใจนั่งอยู่ตามลำพัง สไบเดินเข้ามาเงียบๆที่หน้าประตู มองเห็นใจเอื้อมมือไปหยิบน้ำจากกระบอกที่วางอยู่บนแคร่ เมื่อนึกถึงคำพูดของหลวงพ่อ สไบรีบหลบวูบ สีหน้าไม่ดี เดินเร็วออกไปทันที
บริเวณโครงครัว แฟงกำลังช่วยแม่ครัวหุงข้าวกระทะใหญ่ สไบเดินเร็วมาดึงแฟงออกห่างทุกคน

"มีเรื่องอะไร สไบ"
"แฟง ... ถ้าพี่ใจไม่ได้ตาบอด ถ้าพี่ใจหลอกพวกเราอยู่"
แฟงฟังแล้วสีหน้าตกใจมาก

ใจวางกระบอกน้ำลงที่เดิม แล้วลุกขึ้นเดินเปะปะ ที่ด้านหน้าประตูเรือน แฟงกับสไบหลบมองอยู่ สองคนมองจับตาใจที่อยู่ด้านในตามลำพัง ใจยืนคว้างอยู่กลางเรือน แล้วขยับเดิน แต่ชนเข้ากับเสา ใจเซ ล้มลง สไบเผลอตัวอยากจะเข้าไปช่วยดึง แต่แฟงดึงสไบไว้ มองปราม
ใจพยายามลุกขึ้นเองแต่ยากลำบาก ชนเข้ากับแคร่ ล้มลงไปอีก สไบมองห่วงใย แฟงจ้องอย่างสังเกต
ใจกำหมัดแล้วทุบลงพื้นอย่างเจ็บใจ น้ำตาไหลออกมาเงียบๆกับตัวเอง สไบมองเห็นก็น้ำตาเรื้อ ก็ใจอ่อนลง
แฟงมองแล้วดึงสไบออกมาห่าง เอ่ยให้ได้ยินกันสองคน
"พี่ใจเค้าตาบอดจริงๆ"
สไบพยักหน้ารับรู้ แล้วเดินเข้าไปโอบกอดใจ
"สไบ"
ใจรับรู้สัมผัสอ้อมกอดว่าเป็นสไบ ก็กอดคนรักไว้ แฟงมองภาพความรักและการให้อภัยของสไบกับใจด้วยสายตาซาบซึ้ง
แฟงมองจวงที่มีจานข้าวตรงหน้า แต่ไม่แตะ หน้าตาอิดโรย ร่างกายผ่ายผอมเพราะตรอมใจ
"จวง ถ้าเอ็งไม่กิน ไม่นอนเลย เอ็งจะเอาแรงที่ไหนไปจับดาบไล่ศัตรู"
"ให้ฉันตายเถอะ แฟง .. ฉันจะได้ไปเจอพี่สังข์"
"แล้วถ้าพี่สังข์เค้ายังอยู่ล่ะ"
จวงมองแฟงที่ขึ้นเสียง
"พี่สังข์ทิ้งเอ็งไว้ที่นี่เพราะเหตุใด เพราะอยากให้เอ็งรอดใช่มั้ย ทำไมไม่รักษากาย รักษาใจ รักษาชีวิตไว้รอเจอคนที่เอ็งรักอีกครั้งล่ะจวง"
แฟงจับมือให้กำลังใจจวง จวงฟังแล้วยิ่งน้ำตาร่วง

ทัพ ขาบ ฟัก เคลิ้ม เอิบ ช่วง พ่อค่ายทั้ง 9 คน และนักรบคนอื่นๆนั่งรอประชุมอยู่เงียบๆ พันเรืองเดินออกมาจากในห้องพ่อแท่นสีหน้าหนักใจ ทุกคนรอฟังคำตอบเงียบๆ
พันเรืองเอ่ยขึ้นให้ทุกคนรู้
"อาการพ่อแท่นยังไม่ดีขึ้น " พันเรืองบอก
ทองเหม็นถาม
"ทรงหรือทรุด"
ทัพมองนายทองเหม็นที่ถามตรงๆ พันเรืองสีหน้าไม่ดี
"ทรุด"
พ่อค่ายที่เหลือหน้าตากังวล ขุนสรรค์กรมการเอ่ยขึ้น
"ข้าศึกมันคงเตรียมแก้แค้นให้นายมันที่ถูกพ่อแท่นตัดหัว"
"ให้มันมาเถิด พวกเรานักรบจะขออาสาตายก่อนชาวค่าย" จันหนวดเขี้ยวบอก
ทัพมองขุนสรรค์ นายจันหนวดเขี้ยวและนักรบทุกคนยิ้มด้วยใจอาจหาญ ทัพขยับตัวไปใกล้อย่างนอบน้อม แล้วเอ่ยขึ้นกับพ่อค่าย
"ข้าศึกต้องเกณฑ์ไพร่พลมามากกว่าเดิม เราคนน้อยกว่า อาวุธก็มีน้อยกว่า แต่เราจะชนะได้ถ้ารู้เส้นทางเดินทัพ และหาทางสกัดพวกมันไว้ด้วยอุบายศึก"
ทุกคนมองทัพที่เสนอความเห็นด้วยสายตาพิจารณา
"แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันมีแผนจะยกทัพมาทางไหน"

ทัพตามีประกาย จ้องมองทองแก้วนิ่ง
วันใหม่ มีชาวบ้านที่หนีภัยศึก พากันหอบลูกจูงหลานอพยพผ่านประตูค่ายเข้ามา แฟง เฟื่อง นำกลุ่มชาวบ้านหญิงคอยช่วยประคองคนแก่ และเด็ก

"เดินอีกนิดนะจ๊ะ ที่ลานมีน้ำ มีข้าว นั่งพักเอาแรงก่อน"
คนแก่หลายคนดีใจ กอดเฟื่องร้องไห้ที่รอดตาย เฟื่องกอดปลอบใจ
แฟงมองขบวนอพยพที่ยังหลั่งไหล ทยอยเข้ามา
"คนอพยพมามากเหลือเกิน พี่เฟื่อง พวกข้าศึกมันปล้น เผาหมู่บ้านเพิ่มขึ้นทุกวัน" แฟงว่า
"พวกมันต้องการเสบียงเลี้ยงกองทัพจำนวนมาก มันจึงแย่งชิงจากพวกเราชาวบ้านไทย หวังเต็มที่ที่จะยึดกรุงศรีให้ได้"
"มันจะได้แต่ซากศพพวกเราบนแผ่นดินนี้ เราจะไม่ยอมอยู่ใต้บังคับใคร"
แฟงบอกพี่สาวด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยว

จอกยีโบนั่งลงหน้าเนเมียวสีหบดี ประเมินแล้วว่าเป็นเรื่องสำคัญ ถึงถูกเรียกมาพบตามลำพัง
เนเมียวสีหบดีบอก
"บัดนี้ทัพของท่านมังมหานรธา มุ่งไปทุ่งสีกุก ประชิดกำแพงกรุงโยเดียทางทิศตะวันตกเข้าไปแล้ว แต่ทัพของข้ายังติดอยู่แค่ปากน้ำประสบ ห่างไกลกำแพงโยเดียหลายเท่าตัว เพราะเสบียงข้ามีไม่พอให้เดินหน้า..มันเพราะอะไร"
" พวกชาวบ้านไทยมันแข็งข้อ ไม่ยอมให้ข้าวเราง่ายๆ และเวลานี้ค่ายบางระจันมันก็แข็งแกร่งขึ้น ชาวบ้านไทยมันจึงกล้าต้านกองทหารเรา"
" ทหารอังวะมันไร้ฝีมือรึไงถึงสู้ไม่ได้ จะปล่อยให้ไอ้พวกบ้านระจันมันรั้งทัพข้าไว้อย่างนั้นหรือ ข้าอยากจะตัดหัวพวกเองทิ้งนัก ค่ายมันมีคนไม่ถึงพัน แต่กองทัพข้ามีทหารกว่าครึ่งแสน กลับหาใครไปปราบมันไม่ได้"
จอกยีโบก้มหน้านิ่ง เนเมียวสั่งด้วยเสียงคำราม
"ข้ายกทัพออกจากกรุงอังวะ ไล่ตีล้านนา ล้านช้าง ได้ชัยมาตลอดแดนเหนือ เหลืออีกเพียงไม่กี่ก้าว ข้าก็จะเอื้อมมือถึงกำแพงโยเดียแล้ว พวกเอ็งจะรอให้ทัพมังมหานรธามันได้กรุงโยเดียเอาไปถวายแก่พระเจ้าอยู่หัวเซ งพยูเชงก่อนข้ายังงั้นหรือ ไปบอกพวกนายทัพนายกอง ทั้งหลายว่า..ใครที่มันทลายค่ายบางระจันแหลกได้ ข้าจะแบ่งแผ่นดินโยเดียให้มันปกครองครึ่งหนึ่ง"
จอกยีโบมองเนเมียวด้วยสายตาที่อยากเอาชนะอโยธยาไม่แพ้กัน

สังข์ถูกทหารอังวะพาร่างสะบักสะบอมมาโยนที่กรงไม้ ในส่วนของค่ายเชลยคนไทยที่ถูกกวาดต้อนมา
มีเชลยคนไทยทั้งหญิง เด็ก คนแก่ ร่างกายผ่ายผอมที่ถูกขังไว้ อีกด้านเชลยผู้ชายกำลังผ่าฟืน มีทหารอังวะคุม โบยตี อูทินมองสังข์ แล้วสั่งทหาร
"ขังมันไว้กับพวกเชลย ให้ข้าวให้น้ำ ให้มันทำงานเหมือนทุกคน"

ทหารรับคำ อูทินมองแล้วเดินไป สังข์ยืดร่างพิงกรง ทรุดร่างลง มองภาพเชลยที่ถูกใช้งาน ถูกคุมขัง ด้วยสายตาเจ็บแค้น
ทัพกับขาบเดินมาที่เลี้ยงม้าที่ทุ่ง หลังค่ายบางระจัน อ้ายเลา ยืนเด่นสง่าอยู่ท่ามกลางม้าหลายตัว ทั้งของชาวบ้านและที่ยึดมาจากข้าศึก

เอิบกับช่วงคอยเอาหญ้าเลี้ยงม้า อ้ายเลาพอเห็นทัพก็ส่ายหัวเข้าหา ทัพตรงเข้าไปกอดอ้ายเลาด้วยความรัก
"ม้าข้าศึกที่เรายึดมาได้ มันกินจุจริงๆ พวกฉันหาหญ้าแทบไม่ทัน"
ทัพมองไปที่ม้าสวยหลายตัวที่ผูกอยู่
"ฝีเท้ามันดีเทียบกับอ้ายเลาของข้าได้มั้ย"
"ห่างกันไม่เห็นฝุ่น"
อ้ายเลาส่งเสียงร้อง
"แหม พอชมเข้าหน่อย ก็ดีใจเชียวนะ อ้ายเลา"
ทัพยิ้มเอาหญ้าให้อ้ายเลา
"กินเถอะ อ้ายเลาเพื่อนยาก ข้าจะให้เอ็งทำงานสำคัญ"
"เอ็งจะขี่อ้ายเลาไปไหน"
"ข้าไม่ต้องขี่มันไปหรอก"
ทุกคนมองทัพที่อมยิ้มด้วยสายตาอยากรู้
"อ้ายเลามันฉลาดอย่างคน .. แค่ข้าบอก มันก็จำได้ว่าต้องทำยังไง"

ทหารอังวะเอาข้าวหม้อหนึ่งมาวางให้เชลย สังข์มองเห็นทุกคนที่กรูกันไปที่หม้อข้าวด้วยความหิวโหย แย่งกันเอามือจ้วงแทบจะต่อยกัน ทหารอังวะโยนเนื้อแห้งปลาแห้งลงมาให้ เชลยบางคนวิ่งไปเก็บมา
สังข์สุดทน ตะโกนบอกทหาร
"กูเป็นคน จะให้ก็ให้อย่างคน ไม่ใช่ให้อย่างหมา"
ทหารหันมาเตะ ถีบสังข์ เชลยไทยมองอย่างเกรงกลัว ชายชาวบ้านคนหนึ่งทนไม่ไหว เข้าขวาง
เชลย1 บอก
"พวกมึง ไอ้ชาติหมา กูไม่ใช่ทาสมึง"
ทหารหันมาจะเล่นงานชายชาวบ้านคนที่ห้าม สังข์พุ่งเข้ากระแทกทหารล้มไป เหตุการณ์ชุลมุนเมื่อเชลยหลายคนรุมเข้าทุบตีทหารด้วยความแค้น ทหารอังวะกลุ่มใหม่เห็นรีบวิ่งมา
สังข์เห็นท่าจะสู้ไม่ไหวรีบแล้วถอยห่างออกมา ก่อนจะวิ่งออกไปจากตรงนั้นได้คนเดียว

ทหารอังวะคนหนึ่งกำลังเดินตรวจตรา สังข์โผล่ออกมาจากพุ่มไม้ ล็อกคอทหารลากเข้าไป

แยจออากา และกองทหารม้า ควบม้าเข้ามาอย่างอึกกระทึก อูทิน กับจอกยีโบ ยืนรับรวมอยู่กับทหารคนอื่นๆบนพลับพลา
แยจออากา นายทัพเรือมองจอกยีโบอย่างยะโส โยนสาส์นแต่งตั้งให้ทหารที่อยู่ใกล้ๆ และไม่ยอมลงจากหลังม้า...
"ข้า แยจออากา นายทัพเรือ ท่านแม่ทัพเนเมียวสีหบดีได้มอบหมายให้ข้านำทหารไปขยี้ชาวบ้านระจัน ที่กล้าตั้งค่ายปล้นกองเสบียงอาหารของพวกเรา ข้าจะมาเอาชัยชนะไปมอบให้แก่ท่านเนเมียวสีหบดี"
จอกยีโบอ่านสาส์นที่ทหารนำมาให้ มองแยจออากาอย่างผู้มีประสบการณ์...จึงเตือน

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 19/2 วันที่ 30 ม.ค. 58

ละครเรื่อง บางระจัน สร้างโดย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด
ละครเรื่อง บางระจัน บทประพันธ์ ไม้ เมืองเดิม
ละครเรื่อง บางระจัน บทโทรทัศน์โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกศ / ฟ้าฟื้น
ละครเรื่อง บางระจัน กำกับการแสดง พงศกร เมตตาริกานนท์, ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด
ละครเรื่อง บางระจัน แนว แอ็กชั่น-ชีวิต-ประวัติศาสตร์
ละครเรื่อง บางระจัน ออกอากาศทุกวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.15 น ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ

บางระจัน ตอนทีี่ 19 วันที่ 29 ม.ค. 58

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 19 วันที่ 29 ม.ค. 58

"กูคือคนระจัน เคยเป็นทหารกรุงศรี"
มยิหวุ่นเดินยิ้ม ท่าทางกวนๆเข้ามาใกล้สังข์อีก แต่ก่อนจะพูดอะไรต่อ....มยิหวุ่นก็ปล่อยหมัด เท้าเข้าใส่
สังข์ จนสังข์กระเด็นไปชนข้าวของล้มระเนระนาดไป
มยิหวุ่นหัวเราะชอบใจ

"ข้าอยากเจอคนระจันนัก มา...เข้ามา"
สังข์ไม่รอช้ากระโดดเข้าสู้กับมยิหวุ่นทันที ทั้งคู่ต่อสู้กันด้วยมือเปล่าอย่างทระนง ต่างคนต่างแก้เชิงมวยกันเป็นพัลวัน.... จนท้ายสุดสังข์พลาด สังข์ถูกแม่ไม้เด็ดของมยิหวุ่นจนสลบ
มยิหวุ่น เดินเข้ามามองสังข์อย่างแค้นเคือง


"ค่ายระจัน..มีคนเคยเป็นทหารมานี่เอง ถึงเอาชนะมิได้สักที คืนนี้จอกยีโบจะเป็นคนสอบสวนมึงเอง"
ใจนั่งอยู่ สีหน้าครุ่นคิดเรื่องสังข์ สไบเดินเข้ามาใกล้ ใจถอนใจหนักๆ

"สังข์มันจะไปไกลถึงไหนแล้ว ข้างนอกมีแต่อังวะทุกหย่อมหญ้า"
"บางที พอหายโกรธ พี่สังข์อาจจะเปลี่ยนใจกลับมา" สไบบอก
"พี่ผิดเหลือเกิน ผิดมามาก"
"พูดออกมาเสียบ้างเถอะจ้ะ .. สไบจะรับฟังพี่ทุกอย่าง"
ใจบีบมือสไบอย่างคนมีความทุกข์อัดอั้นในใจ
"พี่อยากจะลืมมันให้หมด ลืมว่าเคยทำอะไรลงไป จำแค่วันนี้ ที่นี่ ...มีสไบที่ผูกใจพี่ไว้"
"ที่ค่ายบ้านระจัน ทุกคนเราเหมือนพี่กันน้องกัน ทุกข์ยากเราก็จะลำบากด้วยกัน รอวันที่อังวะถอยทัพไปจนหมดแผ่นดิน เราจะสร้างบ้านของเราอยู่ที่นี่"
ใจบีบมือสไบ ยิ้มเศร้า ไม่แน่ใจนักกับความหวังสวยงามของคนรัก
"พี่ก็อยากฝันแบบสไบ แต่ทัพอังวะต้องการตีกรุงศรีให้ได้"
"พี่ใจตอบฉันสักคำเถอะนะ ตอบเมียของพี่ พี่เลือกที่จะอยู่ข้างอังวะหรืออยู่ข้างเมียพี่"
ใจดึงมือออกจากสไบ สีหน้ากดดัน สไบมองใจ
"ถ้าพี่เลือกอังวะ สไบก็จะหมดรักพี่ "
"ฉันไม่มีวันหมดรักพี่ ฉันขอแค่รู้ว่าคนที่ฉันรักรู้สึกอย่างไร "
ใจนิ่งอั้น คิด สไบมองจ้องรอคอยคำตอบ
" พี่เป็น... อังวะ"
สไบได้ยินแล้ว ให้ทำใจมาไว้แค่ไหน ก็น้ำตาคลอ
"แต่ฉันเป็นไท เราไม่มีวันร่วมแผ่นดินเดียวกัน"
สไบน้ำตาไหลริน สะอื้นออกมา ใจควานมือไปประคองหน้าสไบไว้
"พี่กำลังรับโทษคนทรยศแล้วสไบ ตาพี่มองไม่เห็น ชีวิตพี่มีแต่ความมืดมิด สไบคือแสงเดียวในชีวิตพี่"
สายตาใจมองไม่เห็นว่า สีหน้าสไบเกินจะรับได้กับสิ่งที่สงสัยมาตลอด สไบมองใจที่อยู่ตรงหน้า น้ำตาไหลริน สายตามีแต่ความเจ็บปวด

ในค่ายย่อยวิเศษไชยชาญ น้ำถูกสาดเข้าหน้าสังข์ที่ถูกซ้อมสะบักสะบอม ตรึงไว้กับเสาไม้
สังข์ถูกจิกหัวขึ้น พอเงยมองเต็มตา สังข์เห็นหน้าคนที่จิกหัวคือเจิดหรืออูทิน
"มึงนี่เอง ไอ้เจิด"
ด้านหลังอูทินคือจอกยีโบและทหาร
สังข์ยิ้ม
"ไอ้งูพิษ เป็นอย่างที่กูคิดไว้ไม่ผิด"
- อูทินชกเข้าหน้าสังข์จนสะบัด เลือดหยดจากมุมปากสังข์
"มึงจะตายแล้วยังปากดี"
"ยิ่งกูใกล้ตาย กูจะด่ามึง กูจะสาปแช่งพวกมึงให้พินาศฉิบหาย ตายอยู่ใต้ตีนคนไทย"
อูทินกระหน่ำชกจนสังข์คอตก
จอกยีโบบอก
"อย่าเพิ่งให้มันตาย"
อูทินจิกหัวสังข์ขึ้น สังข์มองจอกยีโบที่เดินมาตรงหน้า
"ข้าต้องการรู้เรื่องในค่ายบ้านระจัน"
"กูไม่มีวันหักหลังคนไทยด้วยกัน" สังข์บอก
"ข้ารู้อยู่แล้วว่าพวกเอ็งไม่มีวันเปิดปาก"
จอกยีโบเหลือบมองทหารที่รออยู่ จิ้มเหล็กลงไปในเตาไฟที่ก่ออยู่ สังข์มองเหล็กที่นาบไฟแดงวาบ จ่อมาใกล้หน้าอก
"พวกมึงมีกี่คน ใครเป็นหัวหน้า"

สังข์ถุยน้ำลายใส่หน้าจอกยีโบ เจิดเข้ามา แต่ช้ากว่าจอกยีโบที่คว้าเหล็กเผาไฟนาบลงไปกลางอก สังข์ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดสุดจะทานทน
ทัพ ฟัก เคลิ้ม ก้มลงกราบหลวงพ่อที่นั่งสมาธิอยู่ เอิบกับช่วง ช่วยหลวงพ่ออยู่ใกล้ๆ ขาบกับเฟื่อง แฟง นั่งถัดมา จวงนั่งหมดอาลัยตายอยาก เฟื่องกับแฟงต้องคอยมองด้วยสายตาห่วงใย

ใจนั่งอยู่ข้างสไบ สีหน้าสไบอมทุกข์เรื่องใจเป็นอังวะ
" ข้าศึกยังไม่ถอย พวกเราคงต้องรบกับมันอีก และระจันเราก็คงต้องรับศึกหนักขึ้นเรื่อยๆ" ทัพบอก
"ถึงหน้าน้ำเหนือหลากมา ไม่รู้พวกมันจะถอยล่นกลับไปอย่างที่คิดไม่"
"ถ้าน้ำเหนือหลากมา แล้วมันไม่ถอย เราจะทำอย่างไร มิเสียแผ่นดินให้พวกมันหรือ"
หลวงพ่อธรรมโชติลืมตาขึ้น กวาดตามองทุกคนแล้วมาหยุดที่ใจ
หลวงพ่อให้ปริศนาธรรมเป็นข้อคิด
"เมตตาคนคดไม่ได้ผล เพราะใจมันไม่มีวันตรง"
ทัพเหลือบมองใจกับสไบ แต่ไม่พูดอะไร ทุกคนเห็นทัพไม่พูดก็ไม่กล้าแสดงอะไรออกมา
ใจนั่งนิ่ง สไบได้ยินแล้วน้ำตาไหล เฟื่องเห็นแล้วถามขึ้นเบาๆ
" สไบ"
สไบรู้ว่าถูกจับตาก็ฝืนยิ้ม
"จ๊ะ เฟื่อง"
"เป็นอะไรหรือเปล่า"
"ไม่จ้ะ ฉันไม่เป็นอะไร"
ทัพมองมาที่ใจกับสไบ สไบฝืนยิ้มเต็มที่ ใจนั่งนิ่ง ไม่แสดงสีหน้าอะไรออกมา

ขาบเดินเข้าไปใกล้ทัพที่ยืนมองน้ำในบ่อ สีหน้าใช้ความคิด
"หลวงพ่อธรรมโชติท่านหมายถึงใคร ไอ้ใจหรือเปล่า"
ทัพถอนใจหนักๆ ขาบบอกความกังวลของตัวเอง
"ข้าบอกตรงๆนะทัพ ข้ายังไม่วางใจใครทั้งนั้น จนกว่าจะจับไส้ศึกได้"
"ข้าก็ไม่ได้นิ่งนอนใจหรอก แต่ตอนนี้ไอ้ใจมันตาบอด ลำพังจะซอกแซกไปไหนมันก็ยาก แล้วยังเรื่องมองเห็น การจะรู้กลศึกก็แทบจะไม่มีทาง"
ทัพอธิบายให้ขาบฟังด้วยสีหน้าเชื่อมั่น
"รบครั้งที่ผ่านมา เราชนะเพราะพ่อค่ายท่านเปลี่ยนแผน ไม่เหมือนที่เรารบมาทุกครั้ง ข้าก็ยืนยันไม่ได้หรอกว่าไอ้ใจมันไม่รู้ไม่เห็นเรื่องไส้ศึก เพราะที่ผ่านมาหลายอย่างมันส่อพิรุธในตัวมัน"
ทัพมองขาบที่ตั้งใจฟัง
"แต่ตอนนี้มันมองไม่เห็นแล้ว ถ้านี่เป็นการลงโทษที่เคยผิดคำสัตย์สาบาน ข้าก็คิดว่าคุณพระคุณเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ให้โอกาสมันที่จะกลับตัวเสียใหม่"
"ทำไมเอ็งไม่ถามมันตรงๆ"
"ข้าไม่อยากตอกย้ำความผิดของใคร บาปบุญคุณโทษ เราต้องรู้อยู่แก่ใจ ขอให้เชื่อเถอะเพื่อน ข้าไม่ได้ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเฉยๆถึงเวลาเอ็งจะรู้ ว่าข้าทำอะไรอยู่"

ทัพมองเพื่อนอย่างให้ความเชื่อมั่น
ผ่านไป 4-5 ชั่วโมง บริเวณลานเชลยในค่ายวิเศษไชยชาญ สังข์ถูกตรึงอยู่กับเสาอย่างทรมาน เนื้อตัวมีแต่แผลถูกมีดกรีด กลางอกมีแผลไหม้ อูทินกระชากหัวสังข์ขึ้นมา

"มึงจะยอมตายแทนคนอื่นทำไม"
สังข์มองอูทินที่ถือมีดในมือ แววตากร้าวพร้อมจะแทง
"ทำไมไม่รักษาชีวิตไว้อยู่กับเมียสวยๆของมึง"
อูทินกรีดมีดลงไปแขน สังข์ร้องสั่นด้วยความเจ็บ
"คิดดูตอนที่พวกมึงแพ้ นังจวงเมียสาวของมึง จะต้องมาบำเรอทหารกูทั้งค่ายนี่"
สังข์ดิ้นพราดเมื่ออูทินจี้ใจ
"ทำไมมึงไม่รักษาชีวิตของมึงไว้"
"พอแล้ว ..พอ"
"งั้นก็บอกมา ใครเป็นหัวหน้าวางแผนรบของพวกมึง"
อูทินกระชากหัวสังข์ขึ้นมอง สังข์แววตาทั้งเจ็บทั้งกลัวจนตัดสินใจพูดออกมา
"พ่อค่ายระจันมีทั้งหมด...สิบคน พวกมึงไม่มีวันเอาชนะได้ดอก...ฮะๆๆๆ"
สังข์หัวเราะชอบใจที่หลอกอูทินได้ อูทินโกรธเอากำปั้นฟาดหน้าสังข์อย่างแรง แต่สังข์ก็หัวเราะชอบใจอย่างไม่กลัวตาย

แฟงเดินออกมาจากวิหาร ทัพยืนรออยู่ แฟงเห็นทัพก็เดินหนี ทัพรีบเดินตาม
"ยังไม่หายโกรธพี่เรื่องสังข์อีกรึ"
แฟงดึงแขนออก
" ฉันเคยเห็นแต่พี่ทัพ คนที่รักเกลอร่วมตาย"
"พี่ไม่ขอให้เอ็งเข้าใจพี่ตอนนี้หรอก แฟง"
"ดี ถ้าพี่ไปตามพี่สังข์กลับมาเมื่อไหร่ เราค่อยกลับมาคุยกัน"
แฟงดึงแขนออกอย่างแง่งอน เดินห่างไป ทัพมองตามอย่างอ่อนใจ

สังข์มองอูทินที่ฟาดแส้ในมือลงกับพื้น หวังขู่รีดเค้นเอาความลับในค่าย หน้าตาสังข์ยับเยินมากขึ้นกว่าเดิม
"พวกมึงมีอาวุธมากเท่าไหร่"
อาวุธพวกกูมีน้อยกว่าพวกมึงเป็นหลายร้อยเท่า แต่พวกกูก็ไม่กลัวมึง พวกกูรบด้วยใจ รบด้วยชีวิตของพวกกู แผ่นดินนี้กูเป็นเจ้าของ พวกมึงอย่าหมายมาแย่งไป กูยอมตาย"
อูทินสุดจะบังคับถามอะไรได้ หยุดคิด แล้วเดินมาถามอีกคำถาม

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 19 วันที่ 29 ม.ค. 58

ละครเรื่อง บางระจัน สร้างโดย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด
ละครเรื่อง บางระจัน บทประพันธ์ ไม้ เมืองเดิม
ละครเรื่อง บางระจัน บทโทรทัศน์โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกศ / ฟ้าฟื้น
ละครเรื่อง บางระจัน กำกับการแสดง พงศกร เมตตาริกานนท์, ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด
ละครเรื่อง บางระจัน แนว แอ็กชั่น-ชีวิต-ประวัติศาสตร์
ละครเรื่อง บางระจัน ออกอากาศทุกวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.15 น ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ

บางระจัน ตอนทีี่ 18/6 วันที่ 29 ม.ค. 58

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 18/6 วันที่ 29 ม.ค. 58

"รักสิ จวง พี่รักเอ็งมากเหลือเกิน ไม่ว่าตัวพี่จะอยู่ที่ไหน"
"ขอให้รู้ว่าใจพี่อยู่กับเอ็ง"
สังข์กอดกระชับจวงแน่น แล้วประคองจวงลุกขึ้น
"รักษาตัวให้ดีนะ จวง"

สังข์มองทอดสายตาไปที่เมียรัก แล้วหันหลังเดินเร็วออกไปอย่างคนหักใจ
"พี่สังข์"
สังข์เดินเร็วออกไป จวงวิ่งตามทันที


"พี่สังข์ อย่าทิ้งฉันไป"
ทัพยืนสีหน้ากดดัน แฟงเดินเร็วเข้ามาดักหน้า

"พี่สองคนเป็นเกลอกัน รบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมากี่ครั้ง พี่ทัพ พี่เองเป็นคนพูดว่า คนไทต้องมีน้ำหนึ่งใจเดียวถึงจะชนะข้าศึกได้ ทำไมพี่ถึงให้เรื่องขี้ผง มาทำลายน้ำใจของเกลอที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมา"
แฟงย้อนถาม ทัพมองแฟงด้วยสายตาอึดอัดใจ

สังข์เดินเร็วมา จวงวิ่งตามหลัง สังข์กำลังจะถึงประตูทางออกค่าย ขาบกับเฟื่องก้าวมาขวางสังข์ไว้ สังข์หันไป สไบจับมือใจเดินตามมาขวางไว้อีกทาง
"พี่สังข์" จวงเรียก
สังข์หันมามองทุกคน ขาบพูดขึ้น
"ไอ้สังข์คิดให้ดี ข้างนอกนั่น ไม่มีใครรักแล้วก็หวังดีให้โอกาสเอ็งเท่าเพื่อนอย่างไอ้ทัพอีกแล้ว"
"มึงเลิกพูดชื่อไอ้ทัพสักที"
ทัพกับแฟง ฟัก เคลิ้ม เอิบ ช่วง เดินมาอีกด้าน ได้ยินสังข์ที่พูดด้วยน้ำเสียงเจ็บใจ
"ถ้าคนอย่างไอ้ทัพ มันเป็นเทวดา ก็เชิญกราบไหว้กันไป .. แต่สำหรับข้า ไอ้ทัพมันคือเกลอที่เอาดีเข้าตัวคนเดียว"
ทัพได้ยินทั้งหมด สีหน้าผิดหวังกับคำพูดของสังข์
"สักวันนึงไอ้ขาบ .. มึงก็ต้องเป็นแบบกู ถูกไอ้ทัพมันเหยียบย่ำ ขึ้นไปยืนเหนือทุกคน"
ทัพกำหมัดแน่น สังข์หันมามองเห็นทัพ แต่สีหน้าไม่ยี่หระ สังข์หันหลังเดินตรงไปที่ประตูระเนียด ชายฉกรรจ์ที่เฝ้าประตูเปิดออก
เฟื่องมองขอร้อง
"พี่ทัพ"
"พี่ทัพ ห้ามพี่สังข์สิพี่"
ใจขยับออกมา ทรุดเข่าลง พนมมือ
"ให้ข้ากราบเอ็งก็ได้ อย่าไปเลย สังข์"
ใจไม่มอง เดินเร็วตรงไปที่ประตู
จวงวิ่งตาม
"พี่สังข์ อย่าไป"
แฟงกับเฟื่องรีบเข้าไปคว้าตัวจวงที่ดิ้นรนไว้
"พี่สังข์ พี่บอกว่ารักฉัน พี่อย่าไป พี่สังข์ กลับมา .. ที่นี่เป็นบ้าน เป็นครอบครัวของพี่ ... กลับมา"
จวงสะอื้น เสียงน่าเวทนา
ใจได้ยินทุกอย่าง พนมมือค้าง สไบทรุดลงกอดใจ ซบหน้าลงที่ไหล่ใจด้วยความเศร้า ขาบมองไปที่ทัพ แววตาทัพนิ่ง มองสังข์เดินออกไป แล้วหันหลัง เดินกลับไป
ทุกคนมองเห็นเพื่อนที่แยกกันเดินคนละทาง ด้วยสายตาเศร้าใจ

ทัพยืนมองไปไกลอยู่ที่เรือน แฟงเดินมาด้านหลัง สีหน้าแฟงผิดหวัง เสียใจ
"ข้างนอกค่ายมีแต่ข้าศึก พี่ไม่สนใจเลยหรือพี่ทัพว่าเกลอพี่จะเป็นหรือตาย"
"ไอ้สังข์มันเลือกเอง"
"พี่สังข์ไปอย่างคนตามืดตามัว พี่เป็นเกลอกัน ทำไมไม่ห้าม"
ทัพหันมองแฟงแววตาผิดหวัง
"พี่ทัพที่ฉันรู้จัก ไม่ใช่คนใจจืดใจดำ ทิ้งเกลอให้ไปตายเอาดาบหน้าอย่างนี้"
"แฟง"

ทัพเรียกได้แค่นั้น แฟงก็สะบัดหน้า วิ่งออกไป ทัพได้แต่มองตามเสียใจ
จวงนั่งพิงเสา น้ำตายังไหลซึมเพราะความเสียใจที่สังข์ต้องออกไปจากค่าย สไบ บเฟื่องคอยนั่งปลอบใจ แฟงเดินมา จวงมอง

"พี่ทัพว่าอย่างไรบ้าง แฟง พี่ทัพจะไปตามพี่สังข์กลับมาใช่มั้ย"
แฟงส่ายหน้า จวงลุกขึ้นพุ่งไปที่แฟง
"ทำไม แฟงช่วยพูดกับพี่ทัพให้ฉันทีเถิด"
"จวง ใจดีๆ ฉันพูดแล้ว"
"พูดอีกสิ แฟง พูดอีก พี่ทัพเชื่อแฟง พี่ทัพรักแฟง พี่ทัพต้องช่วยพี่สังข์ อย่าปล่อยพี่สังข์ไป ตายแบบนี้"
จวงร้องไห้โฮ แฟงกอดเพื่อนไว้
สไบ กับเฟื่องมองสีหน้าไม่ดี
"จวง รอให้พี่ทัพใจเย็นลง ฉันจะไปช่วยพูด"
"พี่ขาบจะต้องไปช่วยตามพี่สังข์" เฟื่องบอก
"ถึงตอนนั้นพี่สังข์ก็เป็นผีเฝ้าป่าแล้ว"
"จวง อย่าพูดให้ร้ายผัว" เฟื่องว่า
"แล้วที่พี่ทัพ พี่ขาบทำกับพี่สังข์ล่ะ ปล่อยผัวฉัน ออกไปตายเอาดาบหน้า พี่สังข์เค้าไม่ใช่คนเลว พี่ทัพไม่รักเพื่อน ไป ไปให้พ้นหน้าฉันทั้งหมด พวกแกมันพวกคนดี ปล่อยฉันอยู่คนเดียว"
จวงสะบัด แฟงจับไว้
"จวง เราเป็นเพื่อนกันนะ"
"ไม่ ..ฉันไม่นับใครเป็นเพื่อนอีกแล้ว ฉันจะไปตามพี่สังข์"
จวงดิ้นสุดแรง ผลักแฟงล้ม เฟื่องเข้ามา จวงผลักเฟื่องกระเด็นไปอีกคน สไบพุ่งเข้ารวบตัวจวงที่กำลังเสียใจไว้
"จวง จวงยังมีพวกเรานะ พี่สังข์ต้องไม่เป็นอะไร พี่สังข์ต้องกลับมารับจวง"
เสียงจวงร้องครางด้วยความเสียใจ จนทุกคนไม่อาจกลั้นน้ำตาแห่งความสงสารไว้ได้

เวลากลางคืน ทัพยืนหน้าเครียด ใจเดินเปะปะมา ทัพหันไปมอง ใจมีไม้คอยช่วยนำทางมา
"ถ้าเอ็งจะมาพูดเรื่องไอ้สังข์ ข้าว่าเอ็งกลับไปเถอะ ใจ"
ใจมาหยุดลงใกล้ทัพ แต่ตายังมองเลยทัพไปไกล
"เห็นแก่ความเป็นมิตรสักครั้ง"
"เอ็งก็เห็น ไอ้สังข์มันคิดว่าข้าเหยียบย่ำคนอื่น เอาดีเข้าตัวคนเดียว"
"สังข์มันพาลโมโหที่พี่เห็นใจฉัน ช่วยฉัน"
ทัพมองใจ
"ข้าไม่แตกกับเกลอด้วยเรื่องคนอื่น"
"ขาดสังข์ไป พี่จะมีใครช่วยร่วมรบ"
"คนทั้งค่ายนี่ไงเล่า ใจ .. คนทั้งค่ายบ้านระจันที่ยังสามัคคี น้ำหนึ่งใจเดียวไล่ข้าศึก .. ข้าถือว่า เนื้อไหนร้าย ปล่อยให้เน่า มันก็ลามไปเนื้อดี"
ทัพเดินเข้ามาใกล้ใจที่ยืนตามองไปข้างหน้า
"ยอมเจ็บเพลานี้ ตัดแขนข้างเดียว ดีกว่าต้องเน่าตายทั้งตัว ขาดไอ้สังข์คนเดียว ค่ายบ้านระจันก็ไม่ล่ม"
ใจนิ่ง มองไปด้านหน้า ทัพจ้องใจด้วยแววตานิ่ง
หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ทางไปวิเศษชัยชาญ เวลากลางคืนต่อเนื่องมา ทหารอังวะพากันขนข้าวของที่ปล้นขึ้นเกวียนขนสมบัติ ข้าวของกระจัดจายอยู่ บางคนก็ลากพวกผู้หญิงมา....เสียงผู้หญิงกรีดร้อง
หญิงคนหนึ่งวีดร้อง
"ปล่อยกู ปล่อยกู ฆ่ากูเลยสิวะ พวกมึงเผาหมู่บ้านกูเหลือแต่ซาก มึงก็ฆ่ากูเสียเลย"
หญิงคนที่สองบอก
"ฟันกูให้ตายเหมือนที่พวกมึงฟันพ่อฟันแม่กู กูยอมตาย กูไม่เป็นเมียพวกมึง"
สังข์เดินดุ่มมากำดาบเตรียมพร้อม....สังข์เข้าขวางทันที ทหารทั้งหมดมองสังข์
ทหาร 2 คนจับหญิงชาวบ้านถอยห่าง อีก 8 คนล้อมสังข์ไว้ ทหาร 2 คนกรูเข้ามา สังข์ฟัน จนกระเจิง อีก 2 เข้ามารุม สังข์หันแล้วหลบวูบ พุ่งไปทางที่ทหารจับผู้หญิงไว้
ทหารปล่อยมือหญิงชาวบ้าน เข้ามาฟัน สังข์ฟันลงไปที่ทหาร 2 คน ทหารขาดใจตาย
"หนีไป"
หญิงชาวบ้าน 2 คนรีบวิ่ง สังข์หันมาเจอทหารอังวะอีก 2 ถีบ สังข์กระเด็น ทหารเข้ามา สังข์แทง แต่ทหารหลบได้ ทหารอังวะกระทืบซ้ำจนสังข์ลุกไม่ขึ้น

สังข์กำดาบจะแทง แต่ทหารอังวะเงื้อดาบ จะปักลงมาตรงที่ร่างสังข์ !
ค่ายอังวะกว้างขวางใหญ่โต ทหารอังวะกำลังคุมเชลยไทยทั้งชายหญิงทำงานโกลาหลไปทั้งค่าย

นายกองม้าอังวะ 2 นาย ควบม้านำสังข์ที่ถูกจับใส่ขื่อคา พร้อมกับเชลยชายอีก 4-5 คนเข้ามาในค่าย สังข์มองไปรอบๆอย่างตื่นเต้น สมใจอยากที่จะได้เข้ามาในค่ายนี้ทั้งๆที่จะหมดแรง สังข์เดินผ่านสิ่งต่างๆในค่ายอย่างจดจำ เห็นเชลยชายบางคนถูกจองจำในเครื่องทรมานอย่างทารุณ สังข์มองอย่างเครียดแค้น แต่จำต้องอดทนเพื่องานบางอย่าง

สังข์เดินมาถึงกรงเชลยหน้าศาลากองบัญชาการที่กำลังสร้างใหม่ เห็นทหารอังวะกำลังคุมเชลยไทยสร้างกรงอยู่ มีเครื่องทรมาน เชลยมากมาย หญิงเชลยคนหนึ่งวิ่งมาห้ามทหารอังวะที่กำลังเฆี่ยนตีผัวตัวเองอยู่
"อย่าทำผัวข้า เวทนาข้าเถิด เขาไม่สบาย"
นายกองอังวะขี่ม้านำสังข์กับกลุ่มเชลยใหม่มาเห็นก็ไม่พอใจ
นายกองอังวะบอก
"ดี่ก๊อมะพาไล้ (เอาตัวผู้หญิงคนไป)"
ทหารที่คุมตัวสังข์มาเข้าไปกระชากผู้หญิงเชลยคนนั้นออกไปอย่างไม่ปรานีปราศรัย
หญิงเชลยคนนั้นพยายามขัดขืนจึงถูกทุบตีอย่างหนัก สังข์ทนไม่ได้วิ่งออกไปช่วย
"มึงรังแกผู้หญิงแบบนี้หรือ"
ทหารอังวะหันมาเตะต่อยสังข์ไม่ยั้ง จนล้มลุกคลุกคลาน สังข์สู้ทั้งๆที่มือติดขื่อคาอยู่
พวกทหารอังวะแถวนั้นจึงพากันรุมยำสังข์จนน่วมไปทั้งตัว สังข์สู้ขาดใจเอาขื่อคาสู้กับดาบจนขื่อคาขาดกระเด็น
พวกทหารอังวะเงื้อดาบตรงเข้าจะรุมฟัน
เสียงมยิหวุ่นบอก
"โล๊ะไล้...(ปล่อยมัน)"
ทหารอังวะทั้งหมดชะงัก หันไปเห็นมยิหวุ่น ต่างพากันถอยหนีห่างออกมาจากสังข์เหมือนรู้ว่าจะเกิด
อะไรขึ้น
มะยิหวุ่นควบม้าเข้ามามองสังข์ ก่อนจะกระโดดลงจากหลังม้า ตรงมาที่สังข์อย่างเยือกเย็น
"ลุกขึ้น"
สังข์ลุกขึ้นด้วยความไม่แน่ใจ
"ข้าดูเอ็งสู้อยู่นาน ฝีมือเอ็งมิใช่ชาวบ้านธรรมดา"
สังข์ยืนจ้องหน้าอย่าไม่เกรงกลัว
"กูคือคนระจัน เคยเป็นทหารกรุงศรี"
มยิหวุ่นเดินยิ้ม ท่าทางกวนๆเข้ามาใกล้สังข์อีก แต่ก่อนจะพูดอะไรต่อ....มยิหวุ่นก็ปล่อยหมัด เท้าเข้าใส่

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 18/6 วันที่ 29 ม.ค. 58

ละครเรื่อง บางระจัน สร้างโดย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด
ละครเรื่อง บางระจัน บทประพันธ์ ไม้ เมืองเดิม
ละครเรื่อง บางระจัน บทโทรทัศน์โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกศ / ฟ้าฟื้น
ละครเรื่อง บางระจัน กำกับการแสดง พงศกร เมตตาริกานนท์, ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด
ละครเรื่อง บางระจัน แนว แอ็กชั่น-ชีวิต-ประวัติศาสตร์
ละครเรื่อง บางระจัน ออกอากาศทุกวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.15 น ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ

บางระจัน ตอนทีี่ 18/5 วันที่ 29 ม.ค. 58

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 18/5 วันที่ 29 ม.ค. 58

"ถ้า ปล่อยให้พวกมันรวมตัวกันได้มากไปกว่านี้ มันจะเป็นเสี้ยนตำตีนให้พะวงหลัง และเป็นเยี่ยงอย่างแก่พวกชาวบ้านไทอื่นๆ เราจะปล่อยมันให้เป็นเยี่ยงนี้ต่อไปมิได้ ... เจ้าจงไปหานายทัพของพวกเรา ที่ชำนาญพื้นที่แขวงสิงห์บุรีเป็นพิเศษมาให้ข้า ข้าจะให้มันไปทลายค่ายบ้านระจันลงให้ราบโดยเร็วที่สุด"
ใจเดินออกมาจากในห้อง สไบนั่งชุนผ้าให้ใจอยู่หน้าเรือนอย่างมีความสุขไม่ได้ระแวงใดใด ใจหยุดมองสไบ

"จ้องสไบเหมือนมองเห็น"
ใจนิ่งคิดก่อนตัดสินใจพูด
"ถ้าพี่มองเห็นแล้วต้องจากสไบ พี่ขอตาบอดเพื่อได้อยู่ใกล้สไบ"


ใจดึงสไบเข้ามาแนบไหล่ สไบซบแนบอย่างอบอุ่น ใจเดินเข้ามานั่งลงข้างๆสไบ สไบยิ้มให้อย่างมีความสุข
"นึกว่าพี่หลับแล้ว"
"หิวน้ำ...ทำไมยังไม่นอน"
"เสื้อกางเกงพี่มีแต่รอยขาดเกือบทุกตัว"
"ออกลาดตระเวนตามป่ากับพ่อทองเหม็นบ่อยๆ เลยโดนหนามเกี่ยวนะซิ....พี่เป็นหนี้ชีวิตพ่อทองเหม็นมากจนชดใช้ไม่หมด ถ้าไม่ได้แกพี่คงไม่มีปัญญายกย่องสไบให้สมหน้าอย่างนี้"
"แกรักพี่เหมือนลูก เป็นบุญของเราที่มีผู้ใหญ่เอ็นดู"
"ตั้งแต่เกิดมา...ไม่มีใครเอ็นดูพี่เท่าแกจริงๆ"
"ทำไมพูดอย่างนั้นละจ๊ะ พ่อจาดกับพี่เจิดก็รักพี่มากเหมือนกันนะW
ใจรู้สึกพลั้งปากไปจึงขยับลุกขึ้นจะไปหาน้ำกิน สไบรีบลุกช่วย
"เดี๋ยวสไบจะหาน้ำให้พี่...โอ้ย"
สไบโดนเข็มแทงนิ้วเพราะรีบลุก ใจรีบหันมาจับนิ้วสไบ เห็นเลือด รีบใช้ปากดูดห้ามเลือด
"เป็นอย่างไรบ้าง...หายเจ็บหรือยัง"
สไบนั่งนิ่งหน้าเสีย ตกใจ
"เข็มทิ่มนิดเดียว หายเจ็บแล้ว"
"วันนี้เป็นวันแต่งงานของเราพ่อเคยบอกว่า....เจ้าบ่าวเจ้าสาวเลือดตกยางออกจะไม่เป็นมงคล"
ใจหน้าเสียไปด้วย
"คนเฒ่าคนแก่เขาขู่เรา ไม่อยากให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวทำอะไรไม่ดี เดี๋ยวจะไม่มีความสุขต่างหาก พี่หิวน้ำขอน้ำพี่กินหน่อยซิ"
สไบรีบลุกขึ้นไปรินน้ำให้ใจ ใจนั่งซึม อดใจหายไม่ได้
สไบเอาน้ำมาให้ใจดื่ม ลงนั่งกอดใจ เอาหน้าซบไหล่ใจอย่างมีความสุข
"ต่อไปนี้สไบไม่ต้องกลัวอยู่ตัวคนเดียวแล้ว สไบมีพี่ใจที่จะอยู่ใกล้ๆสไบไปจนแก่ สไบจะอยู่ข้างๆพี่ เป็นตาและไม้เท้าให้พี่ตลอดไป"

ใจโอบสไบไว้อย่างมีความสุข...แต่ก็ยังอดอ้างว้างไม่ได้
เสียงเพลงรำโทน เสียงกลองโทนดัง ป๊ะ ป๊ะ โท่นโท่น มาจากวงของหนุ่มสาว ใจ สไบนั่งเคียงกัน สไบคอยกระซิบบอกใจว่าใครรำ ใครร้องเพลง

ทัพมองไปที่ใจด้วยรอยยิ้ม ขาบที่นั่งใกล้ ถามขึ้น
"พ่อค่ายเรียกเอ็งไปคุยเรื่องวางแผนรบคราหน้าว่ายังไงบ้าง " ขาบถาม
สังข์กับกลุ่มผู้ชายหันมามองทัพ
"ยังไม่ได้วางแผนการรบอะไร แต่พ่อจันหนวดเขี้ยวบอกให้ข้าเป็นหัวหมู่ของท่าน" ทัพบอก
ฟักบอก
"นี่ก็เท่ากับพี่ทัพมีตำแหน่งเป็นหัวหมู่ เป็นใหญ่ คอยสั่งการรบ"
ทัพยิ้ม หันมามอง เห็นสังข์ที่จ้องอยู่ ใบหน้าเรียบนิ่ง
"ฉันดีใจด้วยนะพี่ทัพ ต่อไปพี่ก็ได้อยู่ใกล้พ่อค่าย" เคลิ้มว่า
"เผลอๆจะได้ย้ายไปอยู่บนเรือนพ่อค่ายที่หน้าลานละมั้งเนี่ยะ"
ทุกคนชื่นชม ยกเว้นสังข์ที่นั่งนิ่ง
"เอ็งนั่งเงียบทำไมวะ ไอ้สังข์ เอ้า .. รินเหล้า กินดีใจกับไอ้ทัพสิวะ"
"รบมาด้วยกัน เหนื่อยมาด้วยกัน แต่มีแค่คนเดียวที่ได้เป็นหัวหมู่"
เสียงสังข์ทำลายบรรยากาศดีใจ ทุกคนเงียบกริบ ทัพมอง สังข์มองสบตาทัพ
สังข์บอก
"เอ็งนี่มันดวงดีจริงๆไอ้ทัพ อยู่ที่ไหนก็ได้เข้าใกล้นาย"
"ไอ้สังข์ มึงพูดอะไร เมาแล้วก็กลับเรือนไปซะ " ขาบบอก
"ฉันพามันออกไปเอง"
ฟักทำท่าจะเข้ามาจับ สังข์เอะอะขึ้นทันที
"ไม่ต้องมาไล่กู"
ทุกคนพากันหันมองสังข์เป็นตาเดียว จวงหน้าเสีย สไบกระซิบบอกใจที่มองไม่เห็น
"พี่สังข์อาละวาดอะไรก็ไม่รู้จ้ะ"
"กูพูดเรื่องจริง ใครทนฟังไมได้ ก็ไม่ต้องฟัง"
ใจขยับลุกขึ้น สไบคอยประคอง เดินมาทางสังข์
"สังข์ วันนี้วันมงคลของฉัน อย่ามีเรื่องบาดหมางอะไรกันเลย ฉันขอล่ะ"
"มึงจะขออะไร ไอ้ใจ ... ขอตีนกูเหรอ ไอ้ไส้ศึก"
สังข์ถีบใจ หงายลงไปกับพื้น ทุกคนตกใจ ทัพกระชากสังข์มาชกคว่ำลงไปกองทันที
ใจพยายามลุกขึ้นเปะปะ สไบรีบเข้าไปประคอง ทุกคนตกใจ บรรยากาศแตกตื่น สังข์ลุกขึ้นเผชิญหน้าทัพ
"กูบอกแล้วว่าอย่าพูดถึงไอ้ใจแบบนี้อีก"
"ไอ้ทัพ มึงจะเชื่อคนนอกอย่างไอ้ใจมากกว่าเพื่อนอย่างกูใช่มั้ย เอาสิวะ มึงมันคนดี อยู่ที่ไหน ก็ได้ดีเกินหน้าทุกคน กูก็รบเท่าๆกับมึง แต่มึงดันได้เป็นหัวหมู่ มึงกำลังจะได้ดิบได้ดี มีลูกน้องอีกเป็นร้อย ไม่ต้องมีเพื่อนอย่างกูมาช่วยรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับมึงแล้ว โน่นไง..เพื่อนรักคนใหม่ของมึง แตะต้องไม่ได้ ไอ้ใจนั่นใช่มั้ย ... ไอ้ใจหน้าซื่อใจคด ไอ้ไส้ศึก"
ทัพชกสังข์คว่ำไปอีกหมัด จวงตกใจตัวสั่น เมื่อเห็นพี่ชายทะเลาะกับผัว
แฟง เฟื่องยืนตะลึงเหมือนกับทุกคน สังข์หันมา เห็นเลือดเลอะจากมุมปาก ทัพจ้องเขม็ง แววตาโกรธ ลุกเป็นไฟ
"กูไม่เคยอยากได้ดีเกินหน้าเพื่อน ถ้ามึงอยากเป็นหัวหมู่ มึงก็เป็นไปเลย"
"มึงเห็นไอ้ใจดีกว่ากู"
"กูเห็นเพื่อนทุกคนดีเสมอกัน"
"กูไม่ใช่เพื่อนไอ้ใจ กูไม่มีเพื่อนเป็นคนทรยศ"
"ไอ้สังข์"
"ในเมื่อที่นี่ไม่มีคนเห็นค่ากู ในเมื่อมึงนับคนที่กูเกลียดเป็นเพื่อน กูกับมึงก็รบด้วยกันไม่ได้อีกแล้ว ไอ้ทัพ"

สังข์หันหลังเดินออกไป ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน
จอกยีโบมองอูทินที่ร่างกายฟื้นตัวขึ้น เดินตรงเข้ามา แววตากร้าว เจ็บแค้น

"ให้ข้าไป สยา ข้าจะฆ่าพวกบ้านระจันนั้นด้วยมือข้าเอง"

ทัพเดินไปหาไอ้เลาที่คอก ลูบมันด้วยความเอ็นดู เพื่อนๆ ทุกคนเงียบไปหมด ไม่มีใครกล้าแหย่ทัพ ต่างแยกนั่งตามมุมตัวเอง จวงวิ่งเข้ามาเกาะแขนพี่ชาย ขอร้องน้ำตาคลอ
"พี่ทัพ อย่าถือพี่สังข์เลยนะ พี่ .. พี่สังข์เค้าเมา เค้าไม่ได้ตั้งใจจะว่าพี่"
แฟง เฟื่องมองทัพ ขาบเองก็ลำบากใจ
"เดี๋ยวฉันไปพูดให้พี่สังข์มาขอสมาพี่กับพี่ใจ พี่ทัพอย่าเคืองพี่สังข์เลยนะจ๊ะ" จวงบอก
"ข้ารู้สันดานผัวเอ็งดี จวง .. เพราะไอ้สังข์ มันเคยเป็นเกลอรักของข้า"
ทัพดึงมือจวงออก จวงหน้าเสีย แฟง เฟื่อง ขาบ ตกใจ
"พี่สังข์เค้าพูดไปเพราะความโมโห"
"มันคิดแต่เรื่องของตัวจนขาดสติไม่ฟังเหตุฟังผลใคร อย่างนี้หรือที่คิดจะนำคนออกไปรบ" ทัพบอก
"ให้ฉันไปพูดกับสังข์เอง" ใจว่า
"ไม่ต้องไอ้ใจ ไม่ใช่เรื่องเอ็งเรื่องเดียวดอก ไอ้สังข์มันบ้ายศบ้าศักดิ์ ไม่คิดถึงส่วนรวม ไม่คิดถึงความสามัคคีที่จะพาเรารอด"
จวงบอก
"ไม่จริง พี่สังข์เป็นคนดี ฉันจะพาพี่สังข์กลับมาอยู่กับพวกเรา"
จวงวิ่งออกไป ทุกคนมองอย่างสงสาร ทัพหน้าเครียดมองตามน้องสาว ก่อนจะหันกลับมาเห็นแววตาขอร้องของทุกคน ทัพไม่สนใจ เดินออกไปอีกทางอย่างเร็ว แฟงมองแล้วเดินตามไป
เฟื่องกับขาบมองตามอย่างหนักใจ

จวงวิ่งขึ้นเรือนมา สวนกับสังข์ที่สะพายห่อผ้า จวงมองตกใจ
"พี่สังข์ พี่จะไปไหน"
"พี่อยู่ที่นี่ไมได้แล้ว"
สังข์ทอดสายตามองจวงที่ยิ่งใจเสีย คว้าข้อมือผัวไว้แน่น
"พี่ต้องอยู่ที่นี่ พี่ไปไหนไม่ได้ ที่นี่เป็นบ้าน เป็นเรือนของเรา"
สังข์มองเมียที่น้ำตารินไหล อ้อนวอน
"พี่ต้องไป จวง"
จวงทรุดลง
"พี่สังข์ ให้ฉันไหว้พี่ก็ได้ อย่าโกรธอย่าเกลียดพี่ทัพ พี่ชายฉันเลย พี่เป็นเพื่อนกันมา พี่ทัพไม่เคยคิดชิงดีชิงเด่นกับพี่เลยสักครั้ง"
สังข์มองจวงที่สะอื้นพรากแล้วก้มลงกอดจวงไว้
"จวง .. วันนึงเอ็งจะเข้าใจพี่"
สังข์กอดจวงแน่น จวงสะอื้นถาม
"พี่จะทิ้งฉัน ... พี่ไม่รักฉันแล้วหรือ พี่สังข์"
สังข์กอดแน่นขึ้น
"รักสิ จวง พี่รักเอ็งมากเหลือเกิน ไม่ว่าตัวพี่จะอยู่ที่ไหน"
"ขอให้รู้ว่าใจพี่อยู่กับเอ็ง"

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 18/5 วันที่ 29 ม.ค. 58

ละครเรื่อง บางระจัน สร้างโดย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด
ละครเรื่อง บางระจัน บทประพันธ์ ไม้ เมืองเดิม
ละครเรื่อง บางระจัน บทโทรทัศน์โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกศ / ฟ้าฟื้น
ละครเรื่อง บางระจัน กำกับการแสดง พงศกร เมตตาริกานนท์, ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด
ละครเรื่อง บางระจัน แนว แอ็กชั่น-ชีวิต-ประวัติศาสตร์
ละครเรื่อง บางระจัน ออกอากาศทุกวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.15 น ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ