วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

แก้วตาหวานใจ ตอนทีี่ 1 วันที่ 3 ก.พ. 58

อ่านละคร แก้วตาหวานใจ ตอนทีี่ 1 วันที่ 3 ก.พ. 58

วันนี้ เป็นวันแข่งกีฬาสีระหว่างสีชมพูกับสีฟ้าของโรงเรียนอนุบาล ที่เด็กหญิงอลิน วโรดม หรือมดตะนอย วัย 6 ขวบ ผู้เป็นแก้วตาหวานใจของลุงช้าง อนิล วโรดมวัย 28 ปี กับลุงเสือหรือ อนล วโรดมวัย 30 ปี

มดตะนอยเป็นกองเชียร์สีฟ้า ลุงช้างใส่เสื้อสีฟ้าสะพายเป้คิตตี้สีชมพูมาเชียร์มดตะนอย โดยยืนเต้นอยู่ข้างๆ บรรดาแม่ๆที่เป็นผู้ปกครอง ลุงช้างเป็นผู้ชายคนเดียวในกลุ่มผู้ปกครองแต่เต้นจริงจัง เต้นแรงขึ้น...แรงขึ้น ลุ้นให้ มดตะนอยแรงตาม


แม่สองคนที่มาเชียร์ลูก เห็นลุงช้างเต้นก็กระซิบ กระซาบกันว่า “ผู้ชายสมัยนี้เต้นแร้ง...แรงเนอะ”

“ผู้ชายที่ไหนกั๊น ฉันเคยเห็นเขามาส่งลูกสาวกับผู้ชายอีกคน คงอยากมีลูกกัน เลยรับเด็กมาเลี้ยง” อีกคนตอบทำตาปะหลับปะเหลือก พลันก็ตกใจร้องอุ๊ยตายเมื่อเห็นลุงเสือใส่เสื้อสีฟ้าเดินมา คนแรกถามว่าคนนี้หรือ? พอรู้ว่าใช่ก็บ่น...

“โอ๊ย...ตายๆๆ หล่อทั้งคู่เลยอ่ะ โลกนี้อยู่ยากแล้ว ดีนะเนี่ย ฉันแต่งงานแล้ว ไม่งั้นจะเสียดายยิ่งกว่านี้อีก”

ลุงเสือสะพายกระเป๋ากล้องและถือถุงอาหาร เดินเข้ามาหยุดมองการเต้นของลุงช้างกับมดตะนอยอย่างชื่นชมแกมขำ แล้วเดินเข้าไปกระซิบถามลุงช้างว่าไม่อายเขารึไงช้าง พอลุงช้างหันมองก็ทักดีใจว่านึกว่าจะไม่มา ใส่เสื้อตามสีที่ตนบอกด้วยแล้วยื่นปอมๆสีฟ้าให้อันหนึ่งชวนลุงเสือเต้นด้วย กัน

“เฮ้ย...ไม่เอา” ลุงเสือส่ายหน้าดิก “พี่ว่าพี่ทำอย่างอื่นแทนดีกว่า รับรองเด็ดไม่แพ้แก”

“อย่างอื่น” ที่ลุงเสือว่าเด็ดคือการถ่ายรูปให้มดตะนอย

แข่งกีฬาเสร็จ กองเชียร์เบรก มดตะนอยนั่งเป็นไข่ในหินอยู่กับลุงช้างและลุงเสือ ลุงทั้งสองต่างเอาอาหารออกมาอวด ลุงช้างบอกว่าทำของว่างมาให้ทาน ลุงเสืออวดว่าซื้อขนมจากร้านโปรดของมดตะนอยมาฝาก แล้วต่างก็หยิบออกมาอวดแข่งกัน มดตะนอยมองอาหารอุทานตื่นเต้น “โอ้โห...น่ากินทั้งนั้นเลยค่ะ”

“มดตะนอยเอาอะไรดีคะ” สองลุงถามพร้อมกัน พอมดตะนอยบอกว่าอยากกินแซนด์วิชของลุงช้าง ลุงช้างยิ้มหน้าบานบอกว่าของทำเองย่อมอร่อยกว่าของซื้อ ลุง เสือเลยแกล้งทำเป็นน้อยใจบอกว่างั้นของลุงเสือเอาไปแจกคนอื่นนะ

“ลุงเสือไม่ต้องเสียใจค่ะ เดี๋ยวมดตะนอยจะกินเค้ก คุกกี้ เยลลี่ด้วย มดตะนอยหิวมาก กินได้ทุกอย่างเลย” หนูน้อยปะเหลาะ แล้วเริ่มกินอย่างเร็ว

สองลุงช่วยกันป้อน ลุงเสือป้อนขนม ลุงช้างถือน้ำเตรียมพร้อม พอขนมเข้าปากปุ๊บก็ป้อนน้ำปั๊บ จนมดตะนอยสำลักทั้งขนมและน้ำ สองลุงเลยดูแลกันวุ่นวาย เช็ดน้ำเช็ดเหงื่อเสียจนหน้าที่ลุงช้างลุกมาแต่งให้ตั้งแต่ตีสี่เลอะหมด

มดตะนอยจุกจนปวดท้อง ลุงเสือบอกให้หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกช้าๆ ส่วนลุงช้างก็รีบกดจุดให้หลานสาวประคบประหงมกันวุ่นวาย

เสียงครูประกาศเชิญนักกีฬาและกองเชียร์ทุกคนไปรวมกันที่สนามเพื่อทำพิธีมอบ รางวัล แต่มดตะนอยยังไม่หายจุกลุกไปไม่ไหว จนครูประกาศรางวัลกองเชียร์ดีเด่นได้แก่สีฟ้า เชิญขึ้นไปรับรางวัล ที่สำคัญครูประกาศว่า

“เรายังมีรางวัลพิเศษให้กับเชียร์ลีดเดอร์ที่เต้นสุดใจอีกด้วยนะคะ รางวัลเชียร์ลีดเดอร์เต้นสุดใจได้แก่ ...เด็กหญิงอลิน วโรดม น้องมดตะนอยของเรานี่เอง!”

“เย้!!” ลุงเสือกับลุงช้างจับมือมดตะนอยคนละข้างชูขึ้น มดตะนอยยิ้มซีดๆ ดีใจแต่ลุกขึ้น เมื่อครูประกาศซ้ำให้มดตะนอยไปรับรางวัล แต่มดตะนอยยังลุกไม่ไหว ลุงช้างตัดสินใจอุ้มมดตะนอยขี่คอวิ่งไปที่สนามอย่างเท่

พอครูประกาศอีกครั้ง ลุงช้างก็ควบปุเลงๆ เข้าไปอย่างเร็วบอกว่า “มาแล้วครับ...มดตะนอยมาแล้วครับ...”

“คนเก่งมาแล้ว งั้นเชิญคุณครูใหญ่มอบเหรียญและถ้วยรางวัลเชียร์ลีดเดอร์เต้นสุดใจให้กับเด็กหญิง อลิน วโรดมค่ะ”

ลุงช้างอุ้มมดตะนอยไปรับเหรียญหน้าบานทั้งลุงและหลาน ส่วนลุงเสือก็ตั้งกล้องเตรียมถ่ายไว้พร้อมแล้ว พอรับถ้วยเสร็จลุงเสือก็บอกให้มดตะนอยยิ้มให้กล้อง มดตะนอยยิ้มท่าน่ารัก ให้ลุงเสือถ่ายไว้หลายรูป เสร็จแล้วก็ถ่ายเซลฟี่กันสามคน ชูถ้วย จูบถ้วยกันอย่างมีความสุขมาก

ooooooo

ที่อู่รถดาวเรือง อันเป็นอู่ของนายแม่ดาวเรืองวัยใกล้ 60 นับแต่สามีตายนายแม่ก็เข้ารับผิดชอบดูแลธุรกิจรถประจำทางสายอีสานแต่เพียง ผู้เดียว

นายแม่มีลูกชายคือมุรธา อัศวเรืองฤทธิ์หรือหมึก วัย 27 ปี เป็นผู้จัดการอู่รถ และมีหวันยิหวา อัศวเรืองฤทธิ์ หรือไข่หวานลูกสาวคนเล็กที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์เครื่องกล จากสหรัฐอเมริกากลับมาช่วยงาน รถทุกคันของบริษัทมีรูปนายแม่สวมพวงมาลัยดอกดาวเรืองปริ๊นต์แปะไว้อย่าง สะดุดตา

ที่ถนนทางเข้าอู่รถดาวเรือง รถทัวร์คันหนึ่งตะบึงมาจนฝุ่นตลบ คนขับคือไข่หวานนั่นเอง เธอขับฉวัดเฉวียนจนพิชิตคนสนิทของนายแม่ที่ยืนจดรายการอยู่ถูกรถเหวี่ยงจน เวียนหัว ไข่หวานขับรถไปก็เงี่ยหูฟังสังเกตอาการของรถไป

“จดตามนะ เบรกไม่ดี ชาร์ปละลาย จานจ่ายต้องเปลี่ยน หัวเทียนบอด ไฟฟ้าช็อต น็อตเก่า เพลางอ หม้อน้ำรั่ว นี่รถทัวร์หรือเศษเหล็กวิ่งได้คะ ที่ไข่หวานพูดมาเนี่ยเคยเช็กบ้างไหม” พิชิตบอกว่าเคยแต่นานแล้ว ไข่หวานถามเหน็บว่า “ชาติที่แล้วหรือชาตินี้” พิชิตได้แต่หัวเราะแหะๆ แห้งๆ

ooooooo

วันนี้ ที่ลานหน้าอู่รถ นายแม่ตำส้มตำโคราชเลี้ยงลูกน้อง โดยมีเพ็ญกับมะลิขนาบข้างเป็นลูกมือและพวกคนขับรถที่มารายล้อมก็ร้องเชียร์ กันอึงคะนึง นายแม่สั่งมะลิกับเพ็ญเติมพริกเติมปูเติมปลาร้า แล้วตักให้หมึกชิม

หมึกชิมแล้วบอกว่าแซ่บอีหลี ยอนายแม่ว่า นอกจากจะเป็นเทพแห่งรถทัวร์แล้ว ยังเป็นเทพแห่งส้มตำด้วย ทำเอานายแม่ยิ้มหน้าบาน บอกให้มะลิตักแจก เหลียวมองถามว่า “แล้วนี่ไอ้ไข่หวานมันหายไปไหน”

นายแม่ถามไม่ทันขาดคำ รถทัวร์ที่ไข่หวานขับก็ตะลึงลุยเข้ามา พวกคนขับถือจานส้มตำหลบกันกระเจิง แต่นายแม่ไม่หลบเพราะเชื่อว่าไม่มีใครกล้าชน พอรถจอด พิชิตเดินลงมาเซๆ ไข่หวานตามลงมา ถูกนายแม่ คว้าสากเขวี้ยงใส่ ไข่หวานรู้ทันหลบแว้บ สากเลยปลิวไปถูกพิชิตอย่างจัง

“ว้าย...ไข่หวานขอโทษค่ะน้าชิต” ว่าแล้วยกมือไหว้กราดไปรอบตัว “ไข่หวานขอโทษค่ะ นายแม่ อึ้มเพ็ญ น้ามะลิด้วยค่ะ ที่ทำให้ตกใจ”

นายแม่บ่นว่าผิดหวังมาก ที่สอนมาตลอดให้ปลอดภัยไว้ก่อน ขับรถอย่างนี้ก็ชนกันพินาศพอดี

“นายแม่...ใจเย็นๆ ฝีมือระดับไข่หวานขับไม่พลาดหรอก ไข่หวานแค่จำลองสถานการณ์จริงให้นายแม่รู้ไว้” แล้วลดเสียงลงกระซิบ “ว่าพอลับหลังนายแม่เนี่ยพวกคนขับรถเขาก็ซิ่งกันแบบนี้แหละ”

“ดี! ดีมาก!! ถ้าอย่างนั้น ฉันจะได้หมดห่วง แกจะต้องรับภารกิจนี้แทนฉัน” แล้วนายแม่ก็พาไข่หวานขึ้นไปยืนบน แคร่เคาะกะละมังเรียกความสนใจแล้วประกาศ “เอ้าๆๆทุกคนฟัง จากนี้ไป ไข่หวานลูกสาวคนเล็กของฉัน จะมาเป็นผู้คุมรถทัวร์ดาวเรืองอย่างเต็มตัว” แล้วหันดึงหมึกขึ้นมาอีกคน “ส่วนนายหมึกลูกชายคนโตก็จะคุมฝ่ายบัญชี ขอให้ทุกคนเชื่อฟังลูกๆของฉัน เหมือนที่เชื่อฟังฉันด้วย เข้าใจตรงกันนะ”

ทุกคนรวมทั้งหมึกตอบรับทราบพร้อมกัน แต่ไข่หวานโวยว่า “เฮ้ย!นายแม่เล่นงี้เลยเหรอ!!”

ooooooo

ที่หน้าห้องทำงานของนายแม่มีป้าย “ประธานกรรมการดาวเรือง” นายแม่กำลังง่วนกับงานบนโต๊ะ ไข่หวานก็เข้าไปถามเสียงอ้อน

“มัมขา...มัมยุ่งอยู่ป่าวววว”

นายแม่บอกว่ายุ่งอยู่ แต่ไข่หวานไม่สนใจอ้อนถามว่า ถ้าอยู่ดีๆ มีคนออกตังค์ให้ตนไปดูงานบริษัทรถที่เมืองนอกนายแม่ว่าดีไหม คำตอบคือ “ดี” ไข่หวานถามต่อว่าแล้วถ้าเขา ให้ตังค์อีกล้านนึงล่ะ ดีไหม นายแม่ตอบทันทีว่า “ก็ยิ่งดี”

ไข่หวานบอกว่าแต่เราต้องไปอยู่กับเขาสองสามเดือนใช้เวลาดูกันเรียนรู้กัน แล้วค่อยตัดสินใจอะไรแบบเนี้ย นายแม่มองขวับถามทันทีว่า “นี่แกจะไปเป็นเมียน้อยใคร”

“ไม่ช่าย...คือ ไข่หวานขออนุญาตไปประกวดแบรนด์ แอมบาสเดอร์ค่ะ” นายแม่ฟังไม่ชัด ไข่หวานอธิบายว่า “ไข่หวานอยากจะไปประกวดเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของบริษัทรถยนต์ค่ะ ถ้าชนะก็จะมีหน้าที่คอยให้ข้อมูลโปรโมตรถยนต์รุ่นต่างๆของบริษัทเขา”

อ่านละคร แก้วตาหวานใจ ตอนทีี่ 1 วันที่ 3 ก.พ. 58

ละครเรื่อง แก้วตาหวานใจ บทประพันธ์โดย ดวงตะวัน
แก้วตาหวานใจ บทโทรทัศน์โดย ศิริรัตน์ สุขสามัคคี / จิรมน เณวิกาน / สร้างสรรค์ สันติมณีรัตน์
ละครเรื่อง แก้วตาหวานใจ กำกับการแสดงโดย ชุดาภา จันทเขตต์
ละครเรื่อง แก้วตาหวานใจ ผลิตโดย บ. เวฟ ทีวี จำกัด โดยผู้จัด : ปิยวดี มาลีนนท์
ละครเรื่อง แก้วตาหวานใจ ออกอากาศ ทุกวันศุกร์-เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ละครเรื่อง แก้วตาหวานใจ เริ่มออกอากาศตอนแรก ในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 58
ที่มา ไทยรัฐ

แก้วตาหวานใจ

อ่านละครย่อเรื่อง แก้วตาหวานใจ

หวันยิหวา หรือ ไข่หวานสาวสวยที่เดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาเพื่อประกวดเป็นซูเปอร์โมเดลของสถาบันการเงิน ซึ่งการเข้ากรุงเทพฯ ของเธอในครั้งนี้ ยังมีวัตถุประสงค์แอบแฝงคือการตามหาตัวผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเคยควงกับพี่ชาย ของเธอสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่ก็เลิกรากันไป และพี่ชายของเธอได้มารู้ทีหลังว่าผู้หญิงคนนั้นตั้งครรภ์ เขาจึงคิดว่าเป็นลูกของเขา จึงได้วานให้ไข่หวานช่วยตามหาเธอด้วย จากนั้นไข่หวานก็บังเอิญได้มาพักอาศัยอยู่ในบ้านของลุงช้างซึ่งอยู่กับ เด็กหญิงมดตะนอย ผู้เป็นหลานสาว ซึ่งก็คือลูกของผู้หญิงที่เธอตามหานั่นเอง และการที่ไข่หวานกล้ามาอยู่กับลุงช้าง ก็เพราะเพื่อนสาวของเธอการันตีว่าปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ว่าลุงช้างเป็นเกย์ เนื่องจากเขายังไม่มีแฟนและเก่งการบ้านการเรือนเหลือเกิน

เรื่องราวความสนุกเกิดขึ้น เมื่อชายหนุ่มที่เป็น “กุลสตรี” กับ หญิงสาว “มาดแมน” บังเอิญมาร่วมชายคาเดียวกัน โดยเหตุผลหลักของการโคจรมาพบกันของทั้งคู่ก็คือ เด็กหญิง “มดตะนอย” ตัวน้อยๆที่จะกัดหัวใจของเขาและเธอให้แสบๆคันๆกันเลยทีเดียว



ในงานแข่งขันกีฬาสีของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังกระหึ่มของกองเชียร์สีฟ้า หนูน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มห้าคนตั้งหน้าตั้งตาเต้นนำเชียร์อย่างสุดกำลัง และในท่ามกลางหมู่กองเชียร์แม่ๆป้าๆ มีชายหนุ่มแปลกปลอมสองคนแต่งตัวด้วยชุดสีฟ้ายืนโดดเด่นสะดุดตาอยู่ พวกเขาคือ อนลและอนิล วโรดม สองหนุ่มที่มาให้กำลังใจ “เด็กหญิงมดตะนอย” หลานสาวคนเดียวที่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในเชียร์ลีดเดอร์ อนล หรือ ลุงเสือ พี่ชายสวมแว่นตาดำปกปิดหน้าตา แต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตกางเกงสแล็กส์ ค่อนข้างระวังพฤติกรรมของตน ต่างกับ อนิล หรือ ลุงช้าง ผู้เป็นน้องชายที่แต่งตัวด้วยเสื้อยืดและกางเกงยีนส์ สะพายกระเป๋าเป้สีชมพูแปร๋น คอยตะโกนร้องเพลงเชียร์ให้กำลังใจมดตะนอยเสียงดัง ทุกครั้งที่พักเบรกลุงช้างก็จะเข้าไปซับหน้า ซับเหงื่อ ป้อนขนมหลานสาวสุดสวาทคนนี้ทันที สร้างความฉงนปนสนใจแก่คนที่พบเห็น จนเอาไปซุบซิบกันว่า คุณพ่อของมดตะนอยควงแฟนหนุ่มมาดูแลลูกสาว!?! ทั้งนี้ก็เพราะไม่มีใครเคยเห็นแม่ของมดตะนอยเลย ...แม้แต่ตัวเด็กหญิงมดตะนอยเอง...

เมื่อ “หวันยิหวา” หรือ “ไข่หวาน” ลูกสาวคนเล็กหัวแก้วหัวแหวนของ “นายแม่ดาวเรือง” เจ้าของกิจการเดินรถทัวร์สายอีสาน ตัดสินใจลงสมัครประกวดซุปเปอร์โมเดลที่บริษัทนำเข้ารถหรูแห่งหนึ่งจัดขึ้น ตามแรงยุของเพื่อนรัก “นิกกี้” ลูกสาวเศรษฐีครอบครัวใหญ่สุดมั่น ผู้รักอิสระและสนุกกับการทำงานในบริษัทนี้ นิกกี้จึงอยากดันเพื่อนเข้ามาทำงานด้วยกันไข่หวานฟังดูแล้วก็สนใจเพราะเธอ ชอบด้านเครื่องยนต์อยู่แล้ว และหวังว่าหากเธอชนะการประกวด จะได้เงินรางวัล และมีโอกาสไปดูงานที่โรงงานผลิตรถยนต์ต่างประเทศที่เธอใฝ่ฝัน

ไข่หวานทะเลาะกับนายแม่อย่างแรงเรื่องที่จะขอไปประกวดซุปเปอร์โมเดล เพราะนายแม่ดูถูกว่าอุตส่าห์เรียนจบมาสูงๆจะไปประกวด “พริตตี้รถยนต์” ทำไม ไข่หวานอธิบายอย่างไรนายแม่ก็ไม่เข้าใจซักที ว่าหากชนะการประกวดนั้นเธอจะได้เป็น Brand Ambassador ที่ใช้ทั้งสมองและหน้าตาสวยงามในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจรถยนต์ นายแม่ดาวเรืองประกาศก้องไม่ยอมให้ไข่หวานไปประกวดเด็ดขาด หากไปจะตัดเบี้ยเลี้ยงทั้งหมด แต่ไข่หวานก็ดื้อมาก อยากเอาชนะนายแม่ อีกทั้งยังมีอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่เธอต้องไปกรุงเทพคือ เธอได้รับภารกิจโลกแตกจากพี่ชาย “พี่หมึก” หรือ “มุรธา” ที่บังเอิญพบว่าตัวเองอาจจะมีลูกกับผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อหกปีที่แล้ว!!! แสดงว่าเธอก็อาจจะมีหลาน หลานที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาหรือรู้ว่ามีตัวตนอยู่ในโลกนี้ พระเจ้า...งานเข้าไอ้ไข่หวานอย่างจัง! ความลับนี้จะบอกให้นายแม่รู้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะนายแม่ขึ้นชื่อเรื่องหวงห่วงลูกชายสุดพลัง และก็หมายมั่นปั้นมือวางแผนให้ หมึก แต่งงานกับ อณิมา หรือ หนูเล็ก ลูกสาวของ อธิป ครองจินดา(วโรดม) เพื่อนของเธอด้วย

ไข่หวานกลุ้มใจมาก เพราะเธอต้องไปกรุงเทพจริงๆแต่ไม่มีเงินเลย หมึกเอาเงินเก็บส่วนตัวช่วยสมทบทุนน้องสาวส่วนหนึ่ง แต่หากไข่หวานต้องอยู่กรุงเทพนานไม่มีกำหนดเพื่อตามหาหลาน เงินจำนวนนั้นคงไม่มากพอจ่ายค่าที่พักตลอดไปแน่ๆ หนูเล็กซึ่งสนิทกับไข่หวานเช่นกันจึงเสนอให้ไข่หวานให้ไปพักกับญาติของเธอ โดยรับประกันความปลอดภัย 100% เพราะลุงช้างมีบ้านอยู่ชานเมือง อยู่กับหลานสาวเพียงหนึ่งคน และเขาใจดีมากๆๆๆๆ จากคำอธิบายของหนูเล็กทำให้ไข่หวานเห็นภาพคุณลุงแก่ๆ วัยห้าสิบที่มีรอยยิ้มแสนใจดีทันที

ลุงช้างของเด็กหญิงมดตะนอย เป็นนักเขียนบทโทรทัศน์ซึ่งเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทำงานที่บ้าน บ้านซึ่งมีเพียงเขาและหลานสาววัยหกขวบอาศัยอยู่ โดยมีท่านเลขาฯรัฐมนตรี “ดร.อนล วโรดม” หรือ “ลุงเสือ” พี่ชายคนโตของอนิลมาเยี่ยมเยียนอยู่สม่ำเสมอหากเขาไม่ต้องเดินทางไปราชการ ที่ต่างประเทศ นอกจากนี้อนลและอนิลยังมีน้องสาวสุดรักสุดหวงอีกหนึ่งคนคือ กวาง “อนุช วโรดม”

ในอดีต กวางเติบโตมาดุจไข่ในหิน พ่อแม่รักและดูแลดั่งแก้วตา แต่เมื่อเธอเติบโตเป็นวัยรุ่น พ่อก็เลิกกับแม่ กวางรักพ่อมากจึงเข้าใจว่าพ่อทิ้งเธอไป พ่อไม่รักเธอแล้ว กอปรกับกวางเริ่มมีความรักครั้งแรกกับหมึก ทำให้เธอออกห่างจากครอบครัว ติดแฟนมากจนพลาดพลั้งตั้งท้องในวัยเรียน กวางชวนหมึกแต่งงานทั้งๆที่หมึกยังไม่พร้อมและยังไม่รู้ว่ากวางท้อง หมึกจึงปฏิเสธเธอไป กวางเสียใจมาก หลังจากเธอให้กำเนิดเด็กหญิงมดตะนอยแล้ว เธอก็บินไปอาศัยอยู่กับมารดาที่อเมริกา และไม่กลับมาเหลียวแลลูกสาวที่ทำให้ชีวิตวัยสาวของเธอพังยับลงในปีที่สามของ การเรียนมหาวิทยาลัยอีกเลย กวางไม่แม้แต่จะบอกครอบครัวของเธอว่าพ่อของเด็กคือใคร เธอเลือกที่จะหนีความจริงและบาดแผลอันปวดร้าวไปพร้อมกับการทิ้งภาระให้กับ พี่ชายคนรองเลี้ยงดูลูกสาวของเธอเพียงลำพัง

แขกประจำอีกคนของลุงช้างก็คือ ไฮโซสาวที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่วงการเพราะความอยากดัง “ภารวี เกียรติธำรง” หรือ “คุณอาพาราวี” ที่หนูน้อยมดตะนอยเรียกขาน ภารวีเป็นอดีตรุ่นน้องและเพื่อนบ้านเก่าของลุงช้าง เธอแอบชอบลุงช้างตั้งแต่สมัย ม.ปลาย ก่อนที่เธอจะไปเรียนต่อต่างประเทศ และลุงช้างก็ย้ายบ้านไปอยู่ชานเมือง ไฮโซสาวมักจะหาเรื่องแวะเวียนมาทำคะแนนกับลุงช้างเสมอๆ โดยเฉพาะหลังจากได้ข่าวว่าลุงช้างมีญาติสาวมาพักด้วย

ไข่หวานแทบช็อกเมื่อพบว่า “ลุงช้าง” ญาติของหนูเล็กที่ฝากฝังให้มาพักด้วยนั้นไม่ใช่ “คุณลุงแก่ๆ วัยห้าสิบ” ดังภาพที่เธอจินตนาการไว้ แต่ลุงช้างกลับกลายเป็นหนุ่มหล่อ เข้ม ที่สำคัญแววตาคมกริบ วิบวับ ที่มองหล่อนก็ทำให้ใจมันหวั่นๆหวิวๆ ลุงช้างเองก็ตกใจไม่ต่างกันเมื่อพบหน้า “คุณยายไข่หวาน” ที่ตนเองจินตนาการถึงยายแก่ตกยากหอบหิ้วสังขารเข้าเมืองกรุงมาเพื่อตามหาลูก หลาน แต่ผู้หญิงตรงหน้าเขากลับกลายเป็นหญิงสาวสวยสะพรั่ง มั่นใจในตัวเอง ทะมัดทะแมง แถมยังเก่งเรื่องเครื่องยนต์กลไกอีกด้วย บางครั้งเวลาลุงช้างเขียนบทไม่ทันก็ได้ไข่หวานนี่แหละช่วยเลี้ยงมดตะนอย ลุงช้างปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการมีไข่หวานอยู่ในบ้านนั้นเป็นความรู้สึกที่ชุ่ม ชื่นหัวใจ...อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน อีกทั้ง มดตะนอยตัวน้อยก็ดูท่าว่าจะติดอาไข่หวานแจ แถมยังชอบสาธยายความสามารถพิเศษพิสดารของเขาให้เธอได้รับรู้อยู่เสมอๆ เช่น “ถ้าอาไข่หวานนอนไม่หลับให้ลุงช้างเกาหลังให้ก็ได้นะคะ ลุงช้างเกาหลังเก่งมากเลยค่ะ” หรือ “ลุงช้างเต้นควีโยมีเก่งที่สุดเลยค่ะอาไข่หวาน” และที่เด็ดสุดคือ “ลุงช้างแต่งเป็นเดอะลิตเติลเมอร์เมดซ้วยสวยค่ะอาไข่หวาน” โธ่เอ้ยยายมดตะนอย แล้วอย่างนี้อาไข่หวานจะคิดว่าลุงช้างเป็นคนอย่างไรกันล่ะเนี่ย!

ภารกิจโลกแตกที่พี่หมึกฝากฝังไข่หวานเริ่มต้นด้วยการตามหาตัว “อนุช วโรดม” หญิงสาวที่พี่ชายของเธอคิดว่ามีอาจลูกด้วยกันตามคำบอกเล่าของ “จามร” เพื่อนสนิทของมุรธา ตามรูปและที่อยู่ที่เจ้าตัวให้มา แต่ไข่หวานก็คว้าน้ำเหลวเมื่อพบว่าเจ้าของบ้านได้ย้ายบ้านไปนานหลายปีแล้ว ความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้เธอรู้สึกท้อ มีลุงช้างนี่แหละที่คอยให้กำลังใจ แถมยังทำกับข้าวอร่อยๆให้เธอฟื้นกำลังขึ้นมาตามหาพวกเขาอีกครั้ง ลุงช้างไม่เคยถามว่าเธอตามหาใคร ส่วนเธอเองก็ยังไม่พร้อมที่จะเล่าปมอันแสนเจ็บปวดของครอบครัวให้ใครฟัง ทั้งสองต่างรู้สึกอบอุ่นที่ได้อยู่ใกล้ชิดกัน...แม้ไม่ต้องพูดจา...

ในที่สุดไข่หวานก็ได้พบกับเบาะแสสำคัญที่อาจทำให้เธอได้พบพี่สะใภ้กับหลาน ที่ตามหาอยู่ “สริดา รุจิอาภรณ์” คือเพื่อนสนิทของอนุช วโรดมสมัยที่ยังเรียนมหาวิทยาลัย แต่เมื่อไข่หวานได้พบพูดคุยกับสริดาเรื่องอนุชและลูก เธอต้องผิดหวังกลับมาอีกครา เมื่อสริดาไม่ได้ให้ความร่วมมือเปิดเผยข้อมูลใดๆแม้แต่น้อย เหตุเพราะความเคียดแค้นเพื่อนรัก

ในอดีต อนุชและสริดาเป็นเพื่อนรักกันมาก และต่างชอบรุ่นพี่ปีสี่คนเดียวกันนั่นคือ หมึก แต่หมึกกลับชอบอนุชมากกว่าสริดา ในงานปาร์ตี้คืนหนึ่งสริดาแกล้งดื่มเหล้าให้เมาเพื่อให้หมึกขับรถไปส่ง หมึกรับปากเธอด้วยความเป็นห่วงอย่างเพื่อน แต่เขาก็กลับไปส่งอนุชแทน หมึกลืมสริดาเสียสนิทจนกระทั่งตอนเช้า หมึกได้ข่าวว่าสริดาประสบอุบัติเหตุรถชนจากการเมาแล้วขับ สริดาถูกตัดขาทั้งสองข้างไปพร้อมๆ กับการตัดความสัมพันธ์อย่างถาวรกับคนที่เธอเคยรักทั้งคู่ อนาคตของเธอดับวูบลงพร้อมกับความเจ็บปวดที่ก่อขึ้นเป็นกำแพงแห่งความขมขื่น เคียดแค้น มองโลกในแง่ร้าย และปิดกั้นตัวเองจากสังคมภายนอก ในเมื่อเธออยู่ในโลกนี้อย่างไม่มีความสุข อย่าหวังที่จะได้เห็นอนุชและหมึกมีความสุขด้วยกันเลย สริดาปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือทุกวิถีทางแก่ไข่หวาน ซ้ำยังไม่ยอมรับการติดต่อจากเธออีกเลย

ไข่หวานยังพยายามติดต่อเพื่อขอพบสริดาอยู่เรื่อยๆ พร้อมๆกับที่เธอก็ต้องเตรียมตัวเข้าประกวดซุปเปอร์โมเดลอย่างเต็มที่ การประกวดครั้งนี้ทำให้ไข่หวานพบกับ “สาริศ” เจ้านายของนิกกี้ ลูกชายคนโตของบริษัทนำเข้ารถยนต์หรูซ้ำยังเป็นพี่ชายแท้ๆของสริดา ซึ่งสาริศทำท่าว่าจะหลงเสน่ห์สาวอุบลฯเข้าอย่างจัง ถึงกับสะกดรอยตามไข่หวานมาหาถึงบ้านลุงช้างเพื่อตามจีบอย่างชัดเจน สร้างความไม่พอใจให้แก่ไข่หวานไม่น้อย แต่ต้องยอมติดต่อด้วยก็เพื่อหวังว่าสาริศจะช่วยพูดให้สริดาใจอ่อนยอมบอกความ จริงกับเธอ ลุงช้างก็พลอยหงุดหงิดแกมงอนหน่อยๆ เพราะหวงก้าง เอ้ย ห่วงความรู้สึกของเพื่อนร่วมบ้านคนนี้ ที่สำคัญนายสาริศนั่นเข้าออกบ้านเป็นว่าเล่น แถมยังมีข้อมูลใหม่ๆ ของคนที่ไข่หวานตามหามาหลอกล่อให้เธอออกไปกับเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

นิกกี้ได้เข้ามาทำงานเป็นเลขาของสาริศและคอยช่วยงานการประกวดทุกอย่าง แต่ก็ต้องเจออุปสรรคชิ้นใหญ่ คือ “ตวงพร” อาของสาริสและสริดา ตวงพรเป็นน้องสาวแท้ๆ ของพ่อสาริศที่บริหารงานแทนสาริศในช่วงที่พ่อเขาเพิ่งเสีย และเขายังเรียนอยู่เมืองนอก เมื่อสาริศกลับมา เขาก็อยากจะดึงอำนาจกลับสู่ตัวเอง แต่ตวงพรซึ่งอยากฮุบสมบัติไว้เพียงคนเดียวก็ไม่ยอม ตวงพรล๊อบบี้ผู้ถือหุ้นต่างๆ นานาให้เลิกสนับสนุนการประกวด และใช้ภารวีซึ่งเป็นลูกสาวของเพื่อนรักให้คอยขัดขวางงานทุกอย่างของสาริศ ทำให้สาริศกับนิกกี้ต้องคอยช่วยกันแก้ปัญหาตลอดเวลา นิกกี้เห็นอกเห็นใจสาริศมากขึ้นจนกลายเป็นความรัก

ไข่หวานผ่านเข้ารอบสองของการประกวด สร้างความไม่พอใจเป็นอย่างมากให้กับภารวีและตวงพรเป็นอย่างมาก เจ้าตัวแสดงออกนอกหน้าว่าไม่ชอบนางสาวหวันยิหวาตั้งแต่แรกพบ เนื่องจากแอนตี้การเป็นนักเรียนนอกของไข่หวาน และให้เหตุผลว่า หล่อนไม่เหมาะกับการเป็นตัวแทนของสาวไทยสมัยใหม่ที่ยังต้องคงความเป็นไทยไว้ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ไข่หวาน คือคนๆเดียวกับญาติห่างๆที่มาพักกับลุงช้างชายหนุ่มที่เธอสนใจ ตามที่กาคาบข่าวอย่าง “น้องพลอย” สาววัยรุ่นบ้าดาราข้างบ้านลุงช้างคอยสอดสืบให้เธออยู่เนืองๆ น้องพลอยเข้าออกบ้านลุงช้างได้สะดวกเพราะลุงช้างจ้างให้มาช่วยดูแลมดตะนอยใน วันที่เขาไม่อยู่บ้าน หรือปั่นงานไม่เสร็จ พลอยอยากทำงานพิเศษเก็บเงินไปเรียนแอ็คติ้ง ความฝันของพลอยคือการได้เป็นดาราเหมือนภารวี

ไข่หวานได้รับข่าวดีอีกเรื่องคือสาริศเล่าว่าอนุชเป็นน้องสาวแท้ๆของท่าน เลขาฯ ดร.อนล วโรดม ไข่หวานดีใจมากและติดต่อไปยังดร.อนลทันที แต่เขาไปราชการที่อเมริกาแถมยังขอลาพักร้อนต่ออีกหนึ่งเดือน เธอตัดสินใจส่งอีเมลไปแต่ก็ไม่ได้รับอีเมลตอบกลับจากเขาเลย ด้านฝั่งลุงช้างก็ได้รับข่าวคราวบอกเล่าจากพี่ชายที่ไปเยี่ยมแม่และน้องสาว ที่อเมริกาว่า มีหญิงสาวคนหนึ่งติดต่อเขาเพื่อขอเจรจาเรื่องอนุชและลูก แต่ไม่มีทางเสียหรอกที่เขาจะยอมยกมดตะนอยผู้เป็นแก้วตาของเขาไปให้คนไม่มี ความรับผิดชอบพรรค์นั้น!

ระยะเวลาที่ไข่หวานพักอยู่กับลุงช้างและมดตะนอยนั้น ความใกล้ชิดสนิทสนมของคนทั้งคู่ทำให้ความคิดของชายหนุ่มและหญิงสาวเปลี่ยน แปลงไป เขาตระหนักว่าชีวิตเขาและหลานสาวต่างก็ขาดบางสิ่งบางอย่างไป เขาพบว่าไข่หวานคือแบบอย่างของหญิงสาวที่เขาอยากให้มดตะนอยเป็นเมื่อเติบโต ขึ้น คือเป็นผู้หญิงมั่นใจในตนเอง และคิดว่าความสวยที่แท้จริงของผู้หญิงไม่ใช่การแต่งหน้าทาปาก หากแต่เกิดจากสมองและความคิดที่สวยงามมากกว่า นอกจากนั้นไข่หวานยังช่วยแก้พฤติกรรมเลียนแบบอันแสนแก่แดดแก่ลม ที่มดตะนอยเคยได้รับจากภารวีและน้องพลอยนั้นหายไปเสียด้วย และที่สำคัญที่สุด...เขาอยากให้ไข่หวานมาเป็นหวานใจของเขาเหลือเกิน...

ไข่หวานเองก็ชักจะมีอาการใจสั่นกับผู้ชายท่าทางอบอุ่น ใจดี อีกทั้งแววตาเป็นประกายคู่นั้นมันชวนหลงใหลเสียนี่กระไร จากการปรึกษานิกกี้ นิกกี้ก็บอกให้ไข่หวานเช็คดูว่า เขาจะมีใจตรงกันกับเธอหรือเปล่า โดยการหว่านเสน่ห์ต่างๆนานา ลุงช้างรู้สึกแปลกๆกับพฤติกรรมก๋ากั่นเกินเหตุของไข่หวาน ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าไข่หวานมีแผนการยั่วเย้าเขาบางอย่าง เขารู้ดีแต่ที่ไม่กระโตกกระตากออกมา ก็เพราะว่าการที่มีไข่หวานมาวนเวียนใกล้ชิดมันรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เรื่องอะไรอนิลจะพลาดโอกาสดีๆอย่างนี้

ก่อนการประกวดซุปเปอร์โมเดลรอบตัดสิน ไข่หวานออกไปทานข้าวนอกบ้านกับลุงช้างและมดตะนอย ตวงพรกับภารวีจ้างให้คนไปถ่ายรูปเพื่อสร้างข่าวว่าไข่หวานแอบมีครอบครัวอยู่ แล้วก่อนเข้าประกวด “พิชิต” ลูกน้องคนสนิทของนายแม่ดาวเรืองบังเอิญเห็นเหตุการณ์พอดีจึงรายงานเรื่องนี้ ให้นายแม่ทราบทันที เดือดร้อนถึงนายแม่ดาวเรืองจนทำให้นั่งไม่ติด โทรหามุรธาซึ่งกำลังทำธุระอยู่ที่กรุงเทพฯให้มาดูน้องว่ามันเกิดอะไรขึ้นกัน แน่ มุรธาและพิชิตมาหาไข่หวานที่บ้านลุงช้าง ลุงช้างต้อนรับพี่ชายที่บอกว่ามาเยี่ยมไข่หวานเป็นอย่างดีและเชิญให้พักด้วย กัน ไข่หวานจึงจำต้องยอมตกกระไดพลอยโจนซะงั้น มดตะนอยดีใจมากที่มีลุงหมึกมาพักด้วยกันและกลายเป็นเพื่อนเล่นแสนวิเศษของ เด็กน้อยอีกคน มุรธาก็รู้สึกถูกชะตากับหลานลุงช้างคนนี้ตั้งแต่แรกเห็นซึ่งเขาไม่รู้เลยว่า มดตะนอยคือลูกสาวแท้ๆ ของเขานั่นเอง

ไข่หวานไม่ละความพยายามในการติดต่อขอพบสริดาอีกครั้ง ครั้งนี้เธอใช้ความจริงใจตามที่ลุงช้างแนะนำมา เธออธิบายความต้องการของพี่ชายเธอที่ต้องการรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นและ ขอให้สริดาช่วยให้เธอได้ติดต่อกับอนุชโดยตรง และด้วยความช่วยเหลือของสาริศอีกแรงที่เกลี้ยกล่อมพี่สาวให้ยอมละทิฐิและ เห็นแก่เด็กตาดำๆ สริดาจึงรับปากว่าจะลองคุยกับอนุชให้ หลังจากไข่หวานกลับไปแล้ว สริดาจึงติดต่ออนิลและบอกเรื่องราวทั้งหมดที่เธอได้พบหญิงสาวที่มาตามหาอนุช และลูกให้เขาฟัง แถมยังนัดให้อนิลไปเจอหน้าคนที่จะมาพรากมดตะนอยไปจากเขาในวันการจัดงานประ กวดซุปเปอร์โมเดลรอบสุดท้ายอีกด้วย

ลุงเสือส่งอีเมลมาหาลุงช้างอีกครั้ง เมื่อเขาได้รับอีเมลอีกฉบับจากหญิงสาวที่เรียกร้องสิทธิของความเป็นญาติฝ่าย พ่อของมดตะนอยขอพบและเจรจา คราวนี้อนุชที่เคยปฏิเสธการรับรู้เรื่องใดๆของเด็กหญิงมดตะนอยถึงกับเปรย ขึ้นมากับพี่ชายว่า อย่าให้ใครเอาลูกเธอไปได้ ถึงเธอไม่พูดอย่างนั้นอนิลก็ไม่มีความคิดยกมดตะนอยให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น ทางด้านไข่หวานเองก็เริ่มท้อใจที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อไถ่โทษให้พี่ชาย ของเธอ วันนั้นเองเธอก็เผยความอ่อนแอของผู้หญิงคนหนึ่งให้ลุงช้างเห็น เธอโอบกอดเขาเพื่อขอกำลังใจ แต่ไข่หวานหารู้ไม่ว่าอีกฝ่ายกลับฉวยโอกาสเผยความรู้สึกผ่านการปลอบประโลม เธอ ไข่หวานได้โอกาสที่จะพิสูจน์ความรู้สึกของลุงช้างว่าใจจะตรงกับเธอหรือเปล่า ตามที่นิกกี้บอกมา ไข่หวานตัดสินใจค่อยๆเคลื่อนหน้ามาหอมแก้มลุงช้าง แทนที่ลุงช้างจะผลักไส เขากลับจุมพิตปลอบตอบเธออย่างนิ่มนวล ไข่หวานรู้ในวินาทีนั้นเองว่า ลุงช้างก็มีใจตรงกับเธอ กรี๊ดดดด!

ในที่สุด สาริศกับนิกกี้ก็เอาชนะตวงพรจนสามารถจัดงานประกวดได้สำเร็จ ในวันประกวดรอบสุดท้ายของซุปเปอร์โมเดล ลุงช้างพามดตะนอยและลุงหมึกไปเชียร์ไข่หวานถึงขอบเวที ลุงช้างและไข่หวานดูมีความสุขมากเมื่อได้รับรู้ความรู้สึกในใจของกันและกัน ฝ่ายสาริศก็พาสริดามาดูการประกวดในครั้งนี้ หล่อนยอมออกจากบ้านก็เพื่อหวังจะชี้ตัวการให้อนิลรับทราบ ผลการประกวดปรากฏว่า นางสาวหวันยิหวา อัศวเรืองฤทธิ์ ได้รับตำแหน่ง Brand Ambassador ของบริษัทนี้ สร้างความดีใจตื่นเต้นให้กับทุกคนโดยเฉพาะลุงช้าง ระหว่างรอรับไข่หวานกลับบ้าน หมึกก็บังเอิญเจอกับสริดาเพื่อนสนิทของอนุช เขาเปิดเผยตัวตนของเขาเพื่อขอคุยเรื่องหญิงสาวและลูกของเขา ทันใดนั้นลุงช้าง มดตะนอยและไข่หวานเดินมาสมทบพอดี สริดาได้โอกาสบอกอนิลว่าคนตรงหน้าเขานี่แหละที่ต้องการพรากมดตะนอยไปจากเขา สองคนพี่น้องนี่เองที่เป็นคนไร้ความรับผิดชอบ ลุงช้างรู้ความจริงทั้งหมดก็โกรธมาก พามดตะนอยกลับบ้านทันที!

สองพี่น้องหมึกและไข่หวานตามไปคุยกับลุงช้างที่บ้าน ความจริงที่เปิดเผยทำให้อนิลโกรธและเสียใจมาก ในขณะที่ไข่หวานก็พยายามจะอธิบายและขอโทษแทนพี่ชายตน เรื่องราวบานปลายจากการต่อว่าของอนิลในค่ำคืนนั้น ทำให้หมึกแอบลักพาตัวมดตะนอยไปในรุ่งสางของอีกวัน ยังไม่ทันที่ลุงช้างและไข่หวานออกตามหามดตะนอย อนุชก็โทรศัพท์มาหาอนิลในสายวันนั้นพอดิบพอดี อนุชร่ำไห้ทันทีที่ทราบเรื่องและบอกว่าตนจะกลับเมืองไทย พร้อมกันนั้นไข่หวานก็ได้รับโทรศัพท์จากนายแม่ดาวเรืองบอกว่าเกิดเรื่องใหญ่ แล้ว พี่หมึกของเธอพาเด็กหญิงตัวเล็กๆมาบอกว่าเป็นลูกสาวของเขา ให้ไข่หวานรีบกลับบ้านด่วน อนิลตัดสินใจเดินทางไปอุบลฯพร้อมไข่หวานทันที

นายแม่ดาวเรืองแทบจะลมจับเมื่อรู้ความจริงว่า ลูกชายของตนแอบไปมีหลานไว้เมื่อหลายปีก่อน แต่ด้วยความน่ารักน่าเอ็นดูของมดตะนอยทำให้เธอยอมรับความจริงได้ภายในค่อน วัน นายแม่ดาวเรืองพามดตะนอยออกไปเที่ยวตลาด ซื้อเสื้อผ้า ซึ่งที่ตลาดนั่นเองมดตะนอยก็ร้องเรียก “น้าหนูเล็ก” ของเธอดังลั่น ทำให้ความจริงอีกเรื่องกระจ่างขึ้นมาว่า หนูเล็ก อณิมาเพื่อนสนิทของไข่หวานเป็นน้องสาวคนละแม่ของลุงช้างนั่นเอง!

ลุงช้างมาถึงอู่รถดาวเรืองก็พุ่งตรงไปยังมดตะนอยเพื่อรับกลับทันที แต่ฝ่ายไข่หวานและนายแม่ดาวเรืองไม่ยอมและถือความเป็นญาติฝ่ายพ่อของมดตะนอย เรียกร้องสิทธิในตัวหลาน ทำให้หนูเล็กต้องรีบเคลียร์สถานการณ์ตรงหน้าบอกให้ลุงช้างกลับไปพักที่บ้าน เธอก่อน อนิลได้พบพ่อ “อธิป” กับแม่เลี้ยง หนูเล็กเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างหมึกกับอนุชให้พ่อฟัง อนิลได้รู้ความจริงว่าแท้จริงแล้วพ่อของเขาไม่ได้ทิ้งลูกๆ ไว้กับแม่ แต่พ่อคิดถึง “ใจลูก”เป็นหลักเพราะแม่เขาให้เหตุผลว่าลูกๆต้องการอยู่กับเธอ พ่อก็ยอมรับแต่โดยดีเพื่อความสุขของลูก ทั้งๆ ที่เขารักและอยากรับอนุชไปเลี้ยงใจจะขาด

เช้าวันใหม่อนิลขับรถไปอู่ดาวเรืองแต่เช้าเพื่อหวังจะขโมยมดตะนอยกลับมา แต่มดตะนอยออกไปวัดกับนายแม่ดาวเรือง ไข่หวานรักและอยากให้มดตะนอยอยู่กับพี่ชายเธอมากกว่าจึงเฉไฉไม่ยอมไปตามหา ไข่หวานให้ลุงช้างง่ายๆ ศึกย่อมๆ แย่งหลานตัวน้อยก็เกิดขึ้นระหว่างไข่หวานและอนิลที่ต่างอ้างสิทธิ์ในการดูแล หลาน ทั้งสองคนต่างเจ็บปวดที่ต้องทะเลาะกันเรื่องหลานจนคิดว่าความรักของทั้งคู่ คงไม่มีทางเป็นจริงได้!

หนูเล็กต้องไกล่เกลี่ยให้ลุงหลานได้อยู่ด้วยกันตอนกลางวัน แต่กลางคืนต้องนำหลานมานอนบ้านย่าแทน มดตะนอยสับสนไปหมดจนล้มป่วยเพราะปรับตัวไม่ทัน การที่มดตะนอยล้มป่วยนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตจนทำให้ทั้งสองบ้านตัดสินใจนัด เจรจายุติปัญหาว่ามดตะนอยควรอยู่กับใครกันแน่? ระหว่างนั้นสาริศและอนุชก็ตามมาสมทบกับอนิล อนุชเริ่มลดทิฐิลงหลังจากได้ฟังเรื่องราวในอดีตจากปากของพ่อ และรับรู้ว่าพ่อรักเธอมากขนาดไหน

เช้าวันรุ่งขึ้นการเจรจาเริ่มต้นขึ้นระหว่างสองบ้านเพื่อหาข้อยุติ มุรธาพยายามปฏิบัติตัวดีต่ออนุชแต่กลับโดนเธอปฏิเสธอย่างไม่ไยดี นายแม่ดาวเรืองขอโทษอนุชและยอมรับผิดเรื่องมุรธาทุกประการ ดาวเรืองบอกว่าเธอเลี้ยงลูกไม่ดีเอง เธอคอยปกป้องลูกเกินไปจนลูกไม่กล้าตัดสินใจเอง อนุชแจ้งความต้องการว่าเธอจะเอามดตะนอยไปเลี้ยงที่ต่างประเทศ ไข่หวานไม่ยอมเพราะญาติฝั่งพ่อควรมีสิทธิ์เลี้ยงดูเช่นกัน อนิลทักท้วงว่ามดตะนอยไม่ได้รู้จักพ่อและแม่ของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะฉะนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือ ให้มดตะนอยอาศัยอยู่กับลุงช้างตามเดิม ส่วนนายแม่ดาวเรืองจะซื้อบ้านที่กรุงเทพฯให้มุรธาได้อาศัยอยู่ ระหว่างนี้ทั้งมุรธาและอนุชเองต้องพิสูจน์ตัวเองและค่อยๆให้ลูกได้เรียนรู้ และปรับตัวในการใช้ชีวิตกับพ่อแม่ เย็นวันนั้นเมื่อทุกอย่างเคลียร์ลงตัว ลุงช้างและอนุชรับตัวมดตะนอยเดินทางกลับกรุงเทพฯด้วยกันทันที จากนั้นไม่นานมุรธาก็ย้ายไปอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ เขากลายเป็นแขกประจำของบ้านลุงช้างไปอย่างรวดเร็ว นอกจากจะทำหน้าที่พ่อด้วยความรักและเต็มใจแล้ว มุรธายังพยายามเริ่มต้นกับอนุชอีกครั้ง และเขาก็ยังโชคดีที่ได้รับโอกาสใหม่จากอนุชเพื่อจะพิสูจน์ตัวเองและเริ่มต้น ใหม่อีกครั้ง

ทางด้านสาริศก็สารภาพกับไข่หวานว่าเขาแอบชอบเธอ แต่ไข่หวานปฏิเสธเพราะมีคนอยู่ในใจแล้ว นิกกี้คอยปลอบใจสาริศตลอด จนเขาคิดว่าเขาน่าจะเริ่มต้นให้โอกาสตัวเองลองคบคนใหม่ได้เสียที คนที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเพียงแต่เขาไม่เคยเห็นความสำคัญนั่นคือ นิกกี้นั่นเอง

ในที่สุดมุรธาก็เอาชนะใจอนุชได้ มดตะนอยกลายเป็นเด็กสดใสที่มีความสุขที่สุดในโลก เพราะเธอมีพ่อแม่ครบสมบูรณ์เฝ้าคอยสั่งสอนให้เธอเติบโตไปในทางที่ถูกที่ควร มุรธาและอนุชจะย้ายไปสร้างครอบครัวด้วยกันที่อเมริกา เมื่อลุงช้างและไข่หวานรู้เรื่องก็แทบใจจะขาด เพราะมดตะนอยเปรียบดัง “แก้วตา” อันเป็นที่รักยิ่งของเขาและเธอ แต่ลุงช้างจำต้องยอมรับความจริง เพราะคิดถึง “จิตใจของมดตะนอย” ซึ่งสำคัญที่สุด ไข่หวานสงสารและเห็นใจลุงช้างมากที่ต้องถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว เพราะเธอเองก็ต้องกลับไปทำงานเป็นวิศวกรคุมอู่รถทัวร์ให้นายแม่ดาวเรืองเช่น กัน ลุงช้างน้อยใจไข่หวานมากที่ทิ้งเขาไป จนเขากลายเป็นคนเศร้าซึม

และแล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อไข่หวานโทรตามลุงช้างให้ไปอุบลราชธานีด่วน เขาเดินทางไปหาเธอด้วยความคิดถึง แล้วก็พบเซอร์ไพรส์ว่า มุรธา อนุชและมดตะนอยย้ายกลับมาสร้างครอบครัวที่อุบลราชธานี เพราะมุรธาได้คิดทบทวนอีกครั้งแล้วว่าเขาควรกลับมาสืบทอดกิจการเพราะเป็นลูก ชายคนโต ส่วนอนุชก็อยากลืมบรรยากาศความเจ็บปวดที่อเมริกา มาอยู่ใกล้อธิปเพื่อทดแทนวันเวลาที่หายไปให้ผู้เป็นพ่อ ไข่หวานตัดสินใจชวนลุงช้างมาสร้างครอบครัวด้วยกันที่อุบลราชธานี...เสมือนขอ ผู้ชายแต่งงานกลายๆ ลุงช้างใช้เวลาคิดไม่นานเลยเพราะเขาอยากอยู่กับ “หวานใจ” ของเขา ลุงช้างให้คำสัญญากับไข่หวานว่า เขาและเธอจะสร้างครอบครัวที่อบอุ่นสมบูรณ์ และมี “แก้วตา” ดวงใจน้อยๆ เป็นของตัวเองด้วยกัน... ติดตามชมละครเรื่อง แก้วตาหวานใจได้ไทยทีวีสีช่อง 3 ทุกวันศุกร์-เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 20.15 น.เริ่มออกอากาศตอนแรก ในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 58

ละครเรื่อง แก้วตาหวานใจ บทประพันธ์โดย ดวงตะวัน
แก้วตาหวานใจ บทโทรทัศน์โดย ศิริรัตน์ สุขสามัคคี / จิรมน เณวิกาน / สร้างสรรค์ สันติมณีรัตน์
ละครเรื่อง แก้วตาหวานใจ กำกับการแสดงโดย ชุดาภา จันทเขตต์
ละครเรื่อง แก้วตาหวานใจ ผลิตโดย บ. เวฟ ทีวี จำกัด โดยผู้จัด : ปิยวดี มาลีนนท์
ละครเรื่อง แก้วตาหวานใจ ออกอากาศ ทุกวันศุกร์-เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ละครเรื่อง แก้วตาหวานใจ เริ่มออกอากาศตอนแรก ในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 58

บางระจัน ตอนทีี่ 21 วันที่ 3 ก.พ. 58

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 21 วันที่ 3 ก.พ. 58

"แขวง วิเศษชัยชาญนี้ ข้าอนุญาตให้พวกเจ้าปล้นได้เต็มที่ ทรัพย์สินใดใด ข้าไม่ต้องการ ค่ายวิเศษชัยชาญของข้าต้องการเพียงข้าวอย่างเดียว..ไป"
พวกโจรกลัวตาย รีบวิ่งออกไป

ชินอ่องหันมามองมยิหวุ่น...อย่างต้องการคำตอบ
"ชินอ่อง...ท่านแม่ทัพเนเมียวให้มาตามท่านไปพบ"


ชินอ่องแปลกใจ ตามีประกายขึ้นมาเพียงนิดเดียว ถึงเวลานี้... ชินอ่องภายใต้ผ้าคลุมหน้ามากที่สุด...เพียงครึ่งเดียว
สังข์พาเชลยไทยเดินมาถึงลานหน้าค่ายด้วยอาการสะบักสะบอม

ยามบนหอค่ายมองตรงไปข้างหน้าอย่างพิจารณา ก่อนจะหันมาตะโกน
"พ่อสังข์กลับมาแล้ว พ่อสังข์กลับมาแล้ว เปิดประตูค่าย"
ยามประตู 2 คน วิ่งไปเปิดประตูค่าย ทัพกับเพื่อนๆกำลังดูแลม้าอยู่ที่คอกดีใจรีบวิ่งไปที่ประตู
จวง แฟง เฟื่อง สไบ กำลังให้น้ำพวกซ้อมอาวุธอยู่ที่ลานรีบวางของวิ่งไปที่ประตู
ประตูค่ายเปิดออก สังข์พาเชลยเข้ามา จวงร้องไห้ วิ่งเข้ากอดสังข์แน่น
"พี่สังข์"
แฟง เฟื่อง สไบ ยิ้มดีใจ รีบไปรับเชลยออกไปดูแล ทัพวิ่งมากับเพื่อนๆ มามองสังข์ด้วยความชื่นชม น้ำตาคลอ พูดไม่ออก
"ไอ้สังข์...มึงทำได้"
สังข์มองทัพน้ำตาคลอเช่นกัน
"กูเชื่อใจมึงไง"
พวกเคลิ้ม และคนอื่นๆ ตรงเข้าไปอุ้มสังข์ขึ้นแห่ โยนไปมา
เคลิ้มบอก
"ไอ้สังข์ กูรักมึง...กูรักมึงจริงๆ"
"ไอ้สังข์" ทัพเรียก
จวง แฟง เฟื่อง สไบ ดีใจ จวงปาดน้ำตา ยิ้ม พวกผู้ชายแบกสังข์วิ่งไปมารอบๆค่ายอย่างสนุกสนาน

สังข์และกลุ่มบ้านคำหยาดก้มลงไหว้พระประธาน
"พวกเรา บ้านระจันยอมพลีเลือดเนื้อทุกหยด ยินดีกอดคอกันตาย เพื่อปกป้องแผ่นดินที่เราใช้ปลูกข้าวเลี้ยงชีวิต จะไม่ให้ใครมาข่มเหงรังแกพ่อแม่ที่เรากราบไหว้อย่างเด็ดขาด"
"ขอคุณพระปกป้องคุ้มพวกเราชาวระจันให้พ้นทุกข์ มีแผ่นดินกินอยู่ อย่ามีภัยใดๆ ให้เดือดร้อน " จวงบอก
"อย่าให้ศัตรูผู้ใดมากล้ำกรายให้ทิ้งบ้านทิ้งเรือน ขอให้พ่อแม่พี่น้องเราอยู่ดีมีสุขตลอดไปด้วยเถิด" ทัพว่า แววตาของทัพกับเพื่อนๆที่มุ่งมั่น กล้าหาญ
เสียงฟ้าร้องดังมาไกลๆ เสียงฝนตก ทุกคนมองออกไปนอกโบสถ์ ยิ้มดีใจ รีบพากันออกไปดู
"ฝนแรกมาแล้ว.....ฝนมาแล้ว"

ทุกคนต่างออกมายืนมองสายฝนอย่างมีความสุข เด็กๆ 2-3 คนวิ่งออกมาเล่นน้ำฝนด้วยความร่าเริง
แฟงดึงทัพวิ่งออกไปเล่นน้ำฝนกับเด็กๆ ทุกคนต่างชื่นชมกับสายฝน
สังข์บอก
"ศึกสงบแล้ว ถ้าฝนตกอย่างนี้ อีก 2-3 วันเราก็จะได้ทำนากัน"
"เป็นเพราะพี่สังข์แท้ๆ ศึกถึงได้สงบเร็ว"
"เพราะความกล้าของชาวบ้านระจันทุกคนต่างหาก อย่ายกให้พี่คนเดียวเดี๋ยวเขาจะน้อยใจ"
"แต่ถ้าเอ็งไม่เสี่ยงตายเข้าไปล้วงความลับมันถึงในค่ายเราก็อาจจะพลาดได้" เคลิ้มบอก
"ใช่ๆ ต่อไปนี้พี่สังข์อยากกินอะไรบอกฉันได้เลยนะ ฉันจะหามาให้พี่ทุกอย่าง" ช่วงว่า
"ฉันด้วยจ๊ะ พี่สังข์สั่งมาเลยนะ ฉันทำกับแกล้มเก่งกว่าไอ้ช่วงมันอีก" เอิบบอก
เคลิ้มบอก
"เอ็งไม่ต้องประจบไอ้สังข์มันนักดอก มันมีแม่จวงดูแลอยู่แล้ว"
สังข์กับจวงมองหน้ากันอย่างมีความสุข ทัพกับแฟงยังคงเล่นน้ำฝนกับเด็กๆอย่างสนุกสนาน

บรรยากาศยามเช้า กลุ่มชาวค่ายกำลังดำนา ปลูกข้าวเพื่อเป็นเสบียง เสียงเพลงร้องดังมา แสดงถึงความสุขในการทำนา สีหน้าทุกคนมีรอยยิ้ม สดชื่น หลายคนช่วยกันเกี่ยวเป็นคู่ๆ
แต่ทันใด...เห็นลูกปืนใหญ่ลอยแหวกอากาศมาตกลงกลางท้องนา เสียงระเบิดดังตูม ดังสนั่น
ร่างชายหญิงที่กำลังเกี่ยวข้าวกระดอนขึ้นตามแรงระเบิด เสียงหวีดร้องดังขึ้น
ลูกระเบิดอีกลูกลอยมาตกลงกลางนาข้าวน้ำกระจาย พวกผู้ชายต่างพาชาวบ้านหลบกันวุ่นวาย

ชาวบ้านบางคนถูกระเบิดเข้าเต็มๆ ลูกไฟแดงวาบเหมือนสีเลือดแดงฉานระบายบนท้องฟ้า
ค่ายปากน้ำประสบ ตอนกลางคืน สุกี้นายกองยืนอยู่หน้ากะบะทราย จำลองแผนที่การรบ และ โมเดลค่ายขนาดเล็ก ๓ ค่าย ประกอบด้วย เส้นทางเดินทัพสู่ค่ายระจันให้เนเมียวสีหบดีดู

"บ้านระจันเป็นบ้านดอน อยู่หว่างแคว้นวิเศษไชยชาญสุพรรณและเมืองสิงห์ต่อกัน"
เนเมียวสีหบดีนั่งอยู่บนตั่ง มองลงมาที่สุกี้นายกอง นายกองชาวมอญที่พูดไทยชัด
"พวกมันมีทั้งชาวบ้านจากที่ต่างๆ ทหารอาทมาฎจากแขวงวิเศษไชยชาญ ฝีมือดาบเก่งกล้ามารวมตัวกัน ถ้าสู้กันกลางแปลงตัวต่อตัว เราจะชนะได้ยาก"
เนเมียวสีหบดียิ้มมองสุกี้ที่ประเมินการรบด้วยรูปแบบใหม่
"ข้าจะขอตั้งค่ายเป็นสามค่าย เอาปืนใหญ่ขึ้นหอรบ แล้วขยับค่ายเดินหน้าสลับกัน เพื่อป้องกันพวกมันมาลอบโจมตีอย่างค่ายอากาปันยี แล้วจะเดินค่ายเข้าหามันทีละค่ายๆ ๆ พอประชิดในระยะยิง ข้าจะเอาปืนใหญ่ยิงถล่มเข้าไปในค่ายมันให้แหลก เมื่อกำแพงค่ายมันทลาย ข้าจะให้ไพร่ราบบุกตะลุยข้ามกำแพงค่ายเข้าไปให้ถึงใจกลางค่ายมันอย่างไม่ยาก เย็น ทีนี้ต่อให้พวกมันหนังเหนียว มีปีก หายตัวได้ ก็ไม่มีวันรอดกระสุนปืนใหญ่ของข้าได้"
เนเมียวสีหบดีนั่งมองอย่างพอใจ
"มิเสียแรงที่เราส่งท่านมาอยู่ในแผ่นดินโยเดียนับสิบปี ขอให้ท่านใช้ความรู้ความสามารถเอาชนะพวกบางระจันทดแทนคุณแผ่นดินอังวะเถิด ตั้งแต่นี้ ข้าขอแต่งตั้งให้ท่านมีตำแหน่งเป็น...ชุกคยี นายกองใหญ่ เป็นผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาด จะฆ่าใครก็ได้ที่มันขัดขวางแผนการทำลายค่ายระจัน แล้วเมื่อเราชนะปราบโยเดียได้ย่อยยับ เราจะยกแผ่นดินโยเดียให้ท่านปกครอง"

วันใหม่ ระเบิดตกลงมาใกล้ๆลานครัว หลายลูก หลายมุม ชาวค่ายวิ่งกันอลหม่าน ทัพวิ่งมากับแฟง สวนกับชาวค่ายที่กำลังหนี
"พวกมันยิงปืนใหญ่มาตกเต็มไปหมด พวกเราหลบไปทางหลังค่ายก่อน"
ขาบ เฟื่อง จวง สังข์ สไบ วิ่งมาสมทบ
"เอาคนหลบไปอยู่หลังค่ายให้หมด" สังข์บอก
ทัพ สังข์ ขาบพากันวิ่งสวนไปช่วยชาวบ้าน
"ต้อนคนไปที่หลังค่ายเร็ว"
เฟื่อง จวง สไบ ช่วยกันนำชาวบ้านที่อพยพหนีด้วยความกลัว
"มานี่จ้ะ มานี่ ไปรวมกันทางโน้น ไปเร็ว"

ระเบิดตกลงมาอีกหลายลูก ใกล้เรือนใจ เสียงระเบิด เสียงหวีดร้อง เสียงอึกทึก ใจนอนทรุดร่าง อดข้าวอดน้ำได้ยิน ก็พยายามลุกขึ้นมองไปที่ถนน เห็นชาวบ้านพากันวิ่งหนี
เสียงระเบิดดังอีกตูม
"ช่วยข้าด้วย ช่วยข้าด้วย....ช่วยฉันที อย่าทิ้งให้ฉันตายอยู่ที่นี่เลย"
ชายแก่ระจันคนหนึ่งวิ่งมาเห็นก็สงสาร หยิบพร้าที่ใต้ถุนฟันขื่อคาให้ แล้ววิ่งออกไป
ใจ หยิบพร้ามาฟันต่อจนเชือกขาด และเดินโซเซออกไปทันที

ระเบิดตกลงอีก ๒ ตูม เรือนติดไฟ ลุกหลายหลัง ชาวค่ายหอบลูกจูงหลานวิ่งหนี ทัพ สังข์ ขาบ วิ่งมาถึง เอิบ ช่วง ฟัก กับเคลิ้มกำลังช่วยต้อนทุกคนวิ่งหนีไปทางหลังค่าย
ระเบิดลูกปืนใหญ่อังวะถูกยิงมาตกเต็มหน้าค่าย แท่นนอนน้ำตาไหลอยู่ที่เตียง เพราะไม่อาจลุกขึ้นไปช่วยชาวค่ายได้ เสียงระเบิด ยังคงดังอยู่ตลอดเวลา นักรบคนสนิทนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ๆ ไม่กล้าทิ้งพ่อค่ายไปไหน

พ่อหมอเดินเอายาเข้ามาให้กิน แท่นโมโห ปัดกระเด็น
"พวกมึงจะมัวมาเฝ้ากูทำไม ออกไปช่วยพวกข้างนอกโน้น กูมันไร้ค่า ไม่มีปัญญารบกับศัตรูได้แล้ว ไม่ต้องมาพยาบาลกู ไปช่วยพวกที่เขามีมือ มีตีนจับดาบสู้โน้น"
นักรบและพ่อหมอ ร้องไห้ ไม่กล้าทิ้งพ่อแท่นไป
แท่นยิ่งแค้นใจ
"ไป ออกไป"
พ่อหมอ และนักรบทั้งสองจึงตัดสินใจวิ่งออกไป
เสียงระเบิดยังดังอยู่ตลอด เสียงชาวค่าย ร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด แท่นกระเสือกกระสน พยายามจะลุกออกไป แต่ก็ทรุดลงที่หน้าเตียง ไม่อาจลุกขึ้นได้ แท่นนอนร้องไห้ด้วยความเสียใจที่ช่วยใครไม่ได้

ระเบิดตกลงใส่ห้องคลังแสง ลานเรือนพ่อค่ายพังพินาศ เบื้องหน้าคือพระพุทธรูปในห้องนอนพ่อแท่น
ระเบิดตกลงมาหลายลูก เต็มลานหน้าค่าย ใจเดินหลบหลีก สวนกับชาวค่ายที่กำลังวิ่งหนี
เขาถูกชน ล้มลง กำลังจะลุก ก็ถูกกระแทก จนกลิ้งไป ใจที่ตาลายเพราะอดข้าวจนไม่มีแรง เห็นคนวิ่งเข้ามาประคอง ใจเงยมองเห็นเป็นพ่อทองเหม็น ถือขวานคู่กายมา
"ไอ้ใจ เอ็งจะไปไหน พวกข้าศึกมันระดมยิงใส่หน้าค่ายเราเต็มไปหมดแล้ว"
ใจไม่มีแรงตอบ ทองเหม็นมองสภาพอิดโรยของใจ
"ทำไมเมียเอ็งถึงปล่อยให้เอ็งวิ่งหลงทางมา ไม่ดูแลเอ็งเลย"
ทองเหม็นหันไปทางนักรบ 2 คนที่ติดตาม
"พามันไปอยู่ที่หลังค่ายก่อน เร็ว"
ใจบอก "ไม่"
"ไปซะไม่งั้นเอ็งจะโดนลูกหลง เดี๋ยวข้านี่แหละจะออกไปฟันคอไอ้คนยิงปืนใหญ่เอง"
"อย่า ..ออก .. ไป"
ทองเหม็นไม่ฟังจะไป ใจคว้าขานายทองเหม็นไว้อย่างหมดแรง ทองเหม็นก้มลงประคองใจขึ้น

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 21 วันที่ 3 ก.พ. 58

ละครเรื่อง บางระจัน สร้างโดย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด
ละครเรื่อง บางระจัน บทประพันธ์ ไม้ เมืองเดิม
ละครเรื่อง บางระจัน บทโทรทัศน์โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกศ / ฟ้าฟื้น
ละครเรื่อง บางระจัน กำกับการแสดง พงศกร เมตตาริกานนท์, ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด
ละครเรื่อง บางระจัน แนว แอ็กชั่น-ชีวิต-ประวัติศาสตร์
ละครเรื่อง บางระจัน ออกอากาศทุกวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.15 น ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ